ได้เวลามาถึงตอนสุดท้าย ของแฟ้มลับข้อมูลที่ควรรู้จากลูกค้ากันแล้ว 5 ตอนที่ผ่านไป ได้เล่าสิ่งที่ต้องพยายามค้นแคะแกะเกาออกมาให้ได้ ส่วนสุดท้ายก็สำคัญไม่แพ้กันครับ นั่นคือ การตอบสนองต่างๆ หรือ Response นั่นเอง คุณๆลองสำรวจกันนะครับว่า คำถามเหล่านี้เราเคยถามลูกค้าบ้างหรือยัง
.
.
ไม่ทราบว่าคุณพี่ มีอีเมล หรือ LINE ให้ติดต่อได้หรือเปล่าค่ะ
ถ้าไม่สะดวกทางอีเมล จะให้เราส่งรายละเอียดสินค้าไปช่องทางไหนแทน
จะโทรกลับไปแจ้งผล อยากให้เราติดต่อวันไหน และช่วงเวลาประมาณกี่โมง
ให้ติดต่อคุณพี่เลย หรือแฟนคุณพี่ที่มาด้วยกัน
คุณครับ เบอร์มือถือที่ให้มาเลขไม่ครบ 10 หลัก รบกวนช่วยทวนอีกสักครั้ง
ก่อนจะส่งอีเมลรายละเอียดสินค้าให้ ขอทวนที่พี่เขียนมาก่อนนะค่ะ คือ xxx@gmail.com ใช่มั้ยค่ะ
.
.
สิ่งเหล่านี้ที่เรามั่วถามไป ไม่ใช่เอาไปลอยทิ้งขว้างนะครับ เพราะทำให้เรารู้ว่าคนที่เรากำลังสนทนาอย่างเมามัน อยากให้ติดต่อไปผ่านช่องทางไหน เวลาอะไร และที่สำคัญสุดๆ พอเรารู้ว่าจะไปติดต่อกันช่องทางไหน เรื่องที่ตามมาเลย คือข้อจำกัดของแต่ละช่องทางนั่นเอง เพราะว่าถ้าให้ติดต่อ
.
.
ทางมือถือ เราก็จะได้คุยพร้อมฟังเสียงโต้ตอบ แต่ก็ต้องแลกกับการที่ไม่รู้ว่าลูกค้ายุ่งอยู่หรือเปล่า
ทาง SMS เราก็มีพื้นที่ในการเล่าเรื่องจำกัด เพียงไม่กี่ตัวอักษร แต่วิธีนี้ก็ไม่รบกวนลูกค้าเท่าไร
ทาง LINE ข้อความและรูปภาพถูกส่งไปได้ ทว่าถ้าลูกค้าอ่านแล้วยังไม่ตอบเราจะทำอย่างไรต่อไป
ทางอีเมล เราก็ต้องิเริ่มเปิดหัวอีเมลให้น่าสนใจก่อน แล้วเนื้อหาข้างในจะใส่พอสมควร แต่ถ้าเป็นอีเมลที่ไม่รู้จัก อีเมลจะไปถัก Junk หรือ Spam ไปได้
.
.
การโต้ตอบ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เป็นเรื่องที่ดีงามอร่ามใจกันอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้พอดี และไม่รบกวนจนน่ารำคาญ ผมว่าคุณต้องดูช่องติดต่อที่ลูกค้าประสงค์จริงๆ และเก็บมาให้ได้ว่า สิ่งที่เราติดค้างลูกค้าอยู่คือเรื่องอะไร แล้วส่งประเด็นนั้นจังจังเข้าไป เพื่อไม่ให้ไขว้เขว่โหวงเหวงไป จนงงว่านี่คุณส่งอะไรมา!!! ถ้าคุณมาดีงามตั้นแต่ต้นแล้ว เตรียมปิดการขายจะได้เร็วๆ แต่ดันติดต่อลูกค้าไม่ได้ หรือสานต่อหลังจากนั้นไม่ได้ แบบนี้ที่ทำมาก็เทกระจาดกันหมดครับพี่น้อง ครบถ้วนทั้ง 6 ข้อมูลที่ควรหาจากลูกค้าไปแล้ว ลองนำกลเม็ดเด็ดพรายเหล่านี้ไปใช้กันดูนะครับ คุณอาจจะได้แฟ้มข้อมูลลูกค้าที่มีค่ามหาศาลสำหรับธุรกิจของคุณได้ ในเวลาเพียงไม่นานนั่นเอง แล้วครั้งหน้า #การตลาด3ช่า จะมีอะไรมันส์ๆทางการตลาดมาเม้าท์มอยให้ฟัง ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ customer แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ customer แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
6 เรื่อง (ควร) น่ารู้จากปากลูกค้าจ้า ภาค 5
เรื่องของประสบการณ์ของลูกค้า (Experience) เป็นหนึ่งเรื่องที่นักขาย หรือนักการตลาด ห้ามปล่อยเลยเด็ดขาด ถ้าลืมจะพาไปศาลไคฟง พบท่านเปาแน่นอน ผมมี 2 มุมมองที่ต้องใส่ใจอย่างแรง อันแรกมาแรงแซงโค้ง คือประสบการณ์ครั้งที่แล้ว ตอนที่มาซื้อของกับเรา และอีกอันคือประสบการณ์ที่ลูกค้าคนเดิมของเรา ที่เพิ่มเติมคือไปเยี่ยมเยือนคู่แข่งในตลาดเดียวกัน
.
.
มาเจาะลงลึกถึงก้นบึ้งหัวใจอันที่ 1 กันก่อน ในฐานะคนขายเคยรู้มั้ยครับว่า ลูกค้าคนนี้เคยซื้อของเรามาแล้ว และซื้ออะไรไปบ้าง ส่วนนี้ต้องอาศัยข้อมูลที่มาป้อนให้คนขายได้ทราบ แต่สิ่งที่มีมากกว่านั้นคือ คร่าวที่แล้วที่ซื้อไป ลูกค้าแฮปปี้ดี้ด้า เพลิดเพลินเจริญใจ หรือกลายเป็นอีกแบบ ไม่ปลื้มแทบอยากคืน บริการหลังการขายแบบทิ้งขว้าง มุมพวกนี้เราต้องรู้ท่าทีก่อนนะครับ ไม่ใช่รู้ว่าเป็นลูกค้าเก่า ก็จัดหนักยัดการขายลูกเดียว ลองถามสักนิด ครั้งที่แล้วซื้อไปเป็นอย่างไรบ้าง ของใช้ได้ดีหรือเปล่า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราสนใจ หรือใส่ใจในเสียงเล็กๆของเขานะครับ
.
.
ว่าข้อแรกหรรษากันไปแล้ว มาดูข้อนี้จะยิ่งสำราญบานใจมากขึ้น หรือเปล่า??? เพราะลูกค้าคนน่ารักของเรา ได้ไปพบปะติดต่อกับบริษัทอื่นๆ เพื่อซื้อของที่ใกล้เคียงกัน บางทีการตัดสินใจอาจจะมาจากการบริการแทนก็ได้ สิ่งที่เราควรถามแบบน่ารักอ่ะ คือ พี่มีเคยไปดูสินค้าแบบแนวนี้ของที่อื่นหรือเปล่า หรืออาจจะไม่ต้องถามก็ได้ ช่วงที่เราให้ข้อมูลลูกค้า อาจจะมีการเปรียบเทียบในใจอยู่ พอเราให้ข้อมูลบางจุด ลูกค้าก็อาจจะโผล่สัญญาณบางอย่างขึ้นมาได้ เช่น อีกยี่ห้อเค้าปริมาณตรงนี้เยอะกว่าของน้องนะ, ที่นี่มีแบบแพ็คเกจเดียวหรอ เพราะอีกทีเค้ามี 3-4 แบบให้พี่เลือก แนวนี้แหละครับ เรารู้ได้เลยว่าเรากำลังเป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้า ถึงเวลาที่ต้องปล่อยพลังหมัดชุดสุดท้าย เพื่อตรึงใจลูกค้ารายนี้ให้ได้นั่นเอง
.
.
ประสบการณ์ก็เหมือนเจ้าบ้านเจ้าเรือน เราไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า แต่บางทีเราก็รู้สึก หรือสัมผัสได้นั่นเอง แล้ววันนี้คุณสัมผัสสิ่งนี้จากลูกค้าบ้างหรือยังเอ่ย...
.
.
มาเจาะลงลึกถึงก้นบึ้งหัวใจอันที่ 1 กันก่อน ในฐานะคนขายเคยรู้มั้ยครับว่า ลูกค้าคนนี้เคยซื้อของเรามาแล้ว และซื้ออะไรไปบ้าง ส่วนนี้ต้องอาศัยข้อมูลที่มาป้อนให้คนขายได้ทราบ แต่สิ่งที่มีมากกว่านั้นคือ คร่าวที่แล้วที่ซื้อไป ลูกค้าแฮปปี้ดี้ด้า เพลิดเพลินเจริญใจ หรือกลายเป็นอีกแบบ ไม่ปลื้มแทบอยากคืน บริการหลังการขายแบบทิ้งขว้าง มุมพวกนี้เราต้องรู้ท่าทีก่อนนะครับ ไม่ใช่รู้ว่าเป็นลูกค้าเก่า ก็จัดหนักยัดการขายลูกเดียว ลองถามสักนิด ครั้งที่แล้วซื้อไปเป็นอย่างไรบ้าง ของใช้ได้ดีหรือเปล่า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราสนใจ หรือใส่ใจในเสียงเล็กๆของเขานะครับ
.
.
ว่าข้อแรกหรรษากันไปแล้ว มาดูข้อนี้จะยิ่งสำราญบานใจมากขึ้น หรือเปล่า??? เพราะลูกค้าคนน่ารักของเรา ได้ไปพบปะติดต่อกับบริษัทอื่นๆ เพื่อซื้อของที่ใกล้เคียงกัน บางทีการตัดสินใจอาจจะมาจากการบริการแทนก็ได้ สิ่งที่เราควรถามแบบน่ารักอ่ะ คือ พี่มีเคยไปดูสินค้าแบบแนวนี้ของที่อื่นหรือเปล่า หรืออาจจะไม่ต้องถามก็ได้ ช่วงที่เราให้ข้อมูลลูกค้า อาจจะมีการเปรียบเทียบในใจอยู่ พอเราให้ข้อมูลบางจุด ลูกค้าก็อาจจะโผล่สัญญาณบางอย่างขึ้นมาได้ เช่น อีกยี่ห้อเค้าปริมาณตรงนี้เยอะกว่าของน้องนะ, ที่นี่มีแบบแพ็คเกจเดียวหรอ เพราะอีกทีเค้ามี 3-4 แบบให้พี่เลือก แนวนี้แหละครับ เรารู้ได้เลยว่าเรากำลังเป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้า ถึงเวลาที่ต้องปล่อยพลังหมัดชุดสุดท้าย เพื่อตรึงใจลูกค้ารายนี้ให้ได้นั่นเอง
.
.
ประสบการณ์ก็เหมือนเจ้าบ้านเจ้าเรือน เราไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า แต่บางทีเราก็รู้สึก หรือสัมผัสได้นั่นเอง แล้ววันนี้คุณสัมผัสสิ่งนี้จากลูกค้าบ้างหรือยังเอ่ย...
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
6 เรื่อง (ควร) น่ารู้จากปากลูกค้าจ้า ภาค 4
ได้เวลามารวบรวมแฟ้มข้อมูลลูกค้ากันต่อแล้ว ตอนวันนี้ผมจัดมาให้อีกหนึ่งเรื่อง นั่นคือเจ้า Wishlist ครับ หลายคนอาจจะพอได้ยินคำนี้กันมาบ้าง หรือบางคนก็แอบคิดในใจว่า "ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย" งั้นตอนวันนี้ผมเริ่มจาก มาอธิบายความหมายคำนี้กันก่อนดีกว่า Wishlist ในหัวข้อของ "6 เรื่อง (ควร) น่ารู้จากปากลูกค้าจ้า" ภาคนี้ คือสิ่งที่ตัวเราปรารถนาอยากได้ อยากมี อยากเป็นเจ้าของ อยากครอบครอง พูดสั้นๆ คือเราอยากนั่นเองครับ หรืออีกแบบคือ บางคนอาจจะมีของที่อยากมอบให้คนอื่นแทน อันนี้ก็ไม่ผิดนิยามของ Wishlist เช่นกันนะครับ แต่สิ่งที่ต้องการเนี่ย บางคนอาจจะเป็นของชิ้นเล็กพอกรุบกริบน่ารักคิกคุก บ้างก็ใหญ่โตโอฬารอลังการงานสร้างดาวล้านดวง อันนี้ก็ไม่ว่ากันนะครับ จัดได้ตามอัธยาศัยเลย
.
.
แล้วคราวนี้ Wishlist มาเกี่ยวดอง กับสิ่งที่เราควรต้องรู้จากลูกค้าล่ะครับ มาดูสถานการณ์นี้กันดีกว่า ผมยกตัวอย่างของผมเองเลย ผมเคยชอบคนคนหนึ่งอยู่ครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้เป็นสถานะอะไรกับเขาคนนั้น เอ๊ะทำไมมันดูเหมือน Club Friday พี่อ้อยพี่ฉอดมารอแล้วล่ะ ไม่ใช่ ไม่ใช่ อันนี้ "การตลาด3ช่า" กลับมาที่ตัวอย่างกันต่อ ผมก็รู้ว่าคนคนนี้ชอบโดเรมอนอย่างแรง พอถึงวันเกิดของคนพิเศษคนนี้ ผมก็อยากให้ตุ๊กตาแมวสีน้ำเงินตัวนี้ หน้าที่ของผมก็คือ เดินไปที่แผนกขายตุ๊กตาในห้างสรรพสินค้า โดยสแกนตาซ้ายขวาไปทั่วๆ เพื่อหาการ์ตูนตัวนี้ พอเจอแล้วพนักงานก็ถามว่า อันนี้จะซื้อขนาดไหนดีครับ ผมก็ตอบไปว่าเอาตัวนี้ พนักงานสาวก็ถามต่อว่า ซื้อไปเป็นของขวัญหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าใช่ หลังจากนั้นพนักงานก็หายไปหลายนาทีอยู่ จนงงว่าไปจ่ายเงินทำไมหายไปนานจังอ่ะ ผ่านไปสักพัก ก็ถึงบางอ้อ เพราะพนักงานคนสวยไปห่อของขวัญมาให้เสร็จสรรพแบบอัตโนมัติเลย
.
.
พอเห็นภาพความสำคัญของ Wishlist ขึ้นมาหรือเปล่าครับ บางครั้งการซื้อของ ตัวเราเองอาจจะซื้อของให้ตัวเอง บางครั้งก็ซื้อของให้คนอื่นๆ พอเป็นแนวนี้ ถ้าเรารู้ว่าลูกค้ามีความต้องการสินค้าชิ้นนี้อยู่แล้ว ถ้าทำเหมือนคนอื่นๆ ความรู้สึกก็คงไม่ต่างกันเวลาไปซื้อกับใครก็ตาม ถึงเวลาที่คุณต้องพยายามใช้คำถามกลุ่มนี้ เพื่อดูว่าการมาซื้อของครั้งนี้อยู่ในกลุ่ม Wishlist บ้างหรือเปล่า เช่น "ซื้อเนื่องในโอกาสพิเศษใช่มั้ยค่ะ" "ไม่ทราบว่าคุณผู้ชายซื้อของชิ้นนี้ไปให้คนพิเศษหรือเปล่า" คำตอบที่ออกมาจากปากของลูกค้า บอกว่า "ใช่" แล้ว เราก็มีหน้าที่ทำให้การซื้อของครั้งนี้ของเขา มีความพิเศษมากขึ้น เพื่อสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกลางใจของลูกค้านั่นเอง การทำแบบนี้เราได้ใจลูกค้าไปเต็มประตู และเกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันนั่นเองล่ะครับ
.
.
แล้วคุณล่ะมี Wishlist ในใจอะไรบ้างครับ???
.
.
แล้วคราวนี้ Wishlist มาเกี่ยวดอง กับสิ่งที่เราควรต้องรู้จากลูกค้าล่ะครับ มาดูสถานการณ์นี้กันดีกว่า ผมยกตัวอย่างของผมเองเลย ผมเคยชอบคนคนหนึ่งอยู่ครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้เป็นสถานะอะไรกับเขาคนนั้น เอ๊ะทำไมมันดูเหมือน Club Friday พี่อ้อยพี่ฉอดมารอแล้วล่ะ ไม่ใช่ ไม่ใช่ อันนี้ "การตลาด3ช่า" กลับมาที่ตัวอย่างกันต่อ ผมก็รู้ว่าคนคนนี้ชอบโดเรมอนอย่างแรง พอถึงวันเกิดของคนพิเศษคนนี้ ผมก็อยากให้ตุ๊กตาแมวสีน้ำเงินตัวนี้ หน้าที่ของผมก็คือ เดินไปที่แผนกขายตุ๊กตาในห้างสรรพสินค้า โดยสแกนตาซ้ายขวาไปทั่วๆ เพื่อหาการ์ตูนตัวนี้ พอเจอแล้วพนักงานก็ถามว่า อันนี้จะซื้อขนาดไหนดีครับ ผมก็ตอบไปว่าเอาตัวนี้ พนักงานสาวก็ถามต่อว่า ซื้อไปเป็นของขวัญหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าใช่ หลังจากนั้นพนักงานก็หายไปหลายนาทีอยู่ จนงงว่าไปจ่ายเงินทำไมหายไปนานจังอ่ะ ผ่านไปสักพัก ก็ถึงบางอ้อ เพราะพนักงานคนสวยไปห่อของขวัญมาให้เสร็จสรรพแบบอัตโนมัติเลย
.
.
พอเห็นภาพความสำคัญของ Wishlist ขึ้นมาหรือเปล่าครับ บางครั้งการซื้อของ ตัวเราเองอาจจะซื้อของให้ตัวเอง บางครั้งก็ซื้อของให้คนอื่นๆ พอเป็นแนวนี้ ถ้าเรารู้ว่าลูกค้ามีความต้องการสินค้าชิ้นนี้อยู่แล้ว ถ้าทำเหมือนคนอื่นๆ ความรู้สึกก็คงไม่ต่างกันเวลาไปซื้อกับใครก็ตาม ถึงเวลาที่คุณต้องพยายามใช้คำถามกลุ่มนี้ เพื่อดูว่าการมาซื้อของครั้งนี้อยู่ในกลุ่ม Wishlist บ้างหรือเปล่า เช่น "ซื้อเนื่องในโอกาสพิเศษใช่มั้ยค่ะ" "ไม่ทราบว่าคุณผู้ชายซื้อของชิ้นนี้ไปให้คนพิเศษหรือเปล่า" คำตอบที่ออกมาจากปากของลูกค้า บอกว่า "ใช่" แล้ว เราก็มีหน้าที่ทำให้การซื้อของครั้งนี้ของเขา มีความพิเศษมากขึ้น เพื่อสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกลางใจของลูกค้านั่นเอง การทำแบบนี้เราได้ใจลูกค้าไปเต็มประตู และเกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันนั่นเองล่ะครับ
.
.
แล้วคุณล่ะมี Wishlist ในใจอะไรบ้างครับ???
วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
6 เรื่อง (ควร) น่ารู้จากปากลูกค้าจ้า ภาค 3
มาถึงครึ่งทางพอดีเปีะ สำหรับภาคที่ 3 ของ ตอนพิเศษเกี่ยวกับการคุยหรือสนทนากับลูกค้า เพื่อค้นหาประเด็นที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด 2 ตอนที่ผ่านมา ผมได้แนะนำไปแล้วเกี่ยวกับการเก็บรายละเอียด เพื่อให้รู้ว่าคนที่เราคุยอยู่ใช่ตัวจริงเรื่องการเคาะซื้อหรือไม่ และจับสังเกตให้ชัดเจน สำหรับว่าที่ลูกค้ารายนี้จะซื้อของเราในจังหวะนี้เลยหรือเปล่า เอาล่ะครับ ถึงเวลาข้อมูลที่ 3 ที่เราต้องเก็บรวบรวมลงแฟ้มข้อมูลของลูกค้ากันเลย
.
.
ผมเรียกว่า "Specification" หรือที่คนไทยใช้แบบย่อๆว่า "สเป็ก" หรือ "Spec" นั่นเอง ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นสิ่งที่ต้องควรรู้ให้ได้แบบเร็วๆ เพราะมันเป็นเรื่องราวภายในจิตใจ ของลูกค้าที่น่ารักของเรานั่นเองครับ ให้ผมเปรียบง่ายๆ ก็คงเหมือนเรามีสเป็ก ชายหรือหญิงในฝันของเรา คนในอุดมคติที่เราวาดไว้เป็นคนรักของเรา หรืออยากมีบ้านสักหลังหนึ่ง อยากให้มีกี่ห้องนอน กี่ชั้น บ้านตกแต่งแบบโมร็อคโค เสาในบ้านต้องเป็นหินอ่อนโรมัน เอาแบบยกมาจากยุคเมโสโปเตเมีย อะไรประมาณนี้ล่ะครับ ผมเชื่ออยากหนึ่งว่าลูกค้ามาอุดหนุน หรือยอมจ่ายเงินให้เรา ด้วยเหตุผลที่ว่า สินค้าของเราตอบโจทย์สมการความต้องการในใจของลูกค้าได้ นี่เป็นสิ่งสำคัญในมุมมองการตลาดเลย เมื่อความต้องการทั้งคนขาย กับคนซื้อมารวมพลังรวมตัวเป็นหนึ่งกันได้เป๊ะเลย
.
.
ถ้างั้นคำถามแบบไหนล่ะ ที่จะทำให้เรารู้ว่าคนที่ยืนตรงหน้าเราตอนนี้ต้องการอะไร ผมมีตัวอย่างมาฝากกันครับ ลองถามแบบเปิดใจแบบยิ้มแย้มแจ่มใสว่า "วันนี้คุณลูกค้ากำลังมองหาสินค้าอะไรอยู่หรือเปล่า" "ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มสามารถสอบถามได้เลยนะครับ" "ไม่ทราบว่าดูสินค้าตัวนี้เปรียบเทียบกับสินค้าไหนอยู่หรือเปล่าค่ะ" แนวคำถามนี้เป็นเพียงใบเบิกทางให้คุณได้เริ่มรู้ "สเป็ก" ของคนที่เรากำลังสนทนาอยู่ด้วย พอลูกค้าเริ่มเอ่ยปากบอกแล้ว เราก็พยายามค่อยๆให้ข้อมูลไป ฟังคำพูดของลูกค้าไปพร้อมกัน เพื่อจูนสัญญาณความถี่สิ่งที่ต้องการให้พอดีกันนั่นเอง เมื่อปรับคลื่นตรงกันแล้ว โอกาสทางการขายก็จะสะดวกมากขึ้นแล้วนั่นเอง
.
.
คุณผู้อ่านครับ ก่อนจากไปของตอนนี้ ผมขอแทรกอะไรสักหน่อย พอรู้แล้วว่าผู้สนใจคนพิเศษรายนี้อยากได้อะไรแล้ว แต่ของเราดันหมดสต็อกเลย อันนี้แอบน่าเสียดายนะครับ การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ของคุณ ต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอ และให้มีในอัตราส่วนที่พอดีพอดี ถ้ามากไปจะกลายเป็นของค้างเยอะไปด้วยเช่นกันนะครับ ครั้งหน้าผมจะเอาหัวข้อที่ 4 มาฝากกันต่อ อย่าลืมติดตามกันนะครับ
.
.
ผมเรียกว่า "Specification" หรือที่คนไทยใช้แบบย่อๆว่า "สเป็ก" หรือ "Spec" นั่นเอง ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นสิ่งที่ต้องควรรู้ให้ได้แบบเร็วๆ เพราะมันเป็นเรื่องราวภายในจิตใจ ของลูกค้าที่น่ารักของเรานั่นเองครับ ให้ผมเปรียบง่ายๆ ก็คงเหมือนเรามีสเป็ก ชายหรือหญิงในฝันของเรา คนในอุดมคติที่เราวาดไว้เป็นคนรักของเรา หรืออยากมีบ้านสักหลังหนึ่ง อยากให้มีกี่ห้องนอน กี่ชั้น บ้านตกแต่งแบบโมร็อคโค เสาในบ้านต้องเป็นหินอ่อนโรมัน เอาแบบยกมาจากยุคเมโสโปเตเมีย อะไรประมาณนี้ล่ะครับ ผมเชื่ออยากหนึ่งว่าลูกค้ามาอุดหนุน หรือยอมจ่ายเงินให้เรา ด้วยเหตุผลที่ว่า สินค้าของเราตอบโจทย์สมการความต้องการในใจของลูกค้าได้ นี่เป็นสิ่งสำคัญในมุมมองการตลาดเลย เมื่อความต้องการทั้งคนขาย กับคนซื้อมารวมพลังรวมตัวเป็นหนึ่งกันได้เป๊ะเลย
.
.
ถ้างั้นคำถามแบบไหนล่ะ ที่จะทำให้เรารู้ว่าคนที่ยืนตรงหน้าเราตอนนี้ต้องการอะไร ผมมีตัวอย่างมาฝากกันครับ ลองถามแบบเปิดใจแบบยิ้มแย้มแจ่มใสว่า "วันนี้คุณลูกค้ากำลังมองหาสินค้าอะไรอยู่หรือเปล่า" "ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มสามารถสอบถามได้เลยนะครับ" "ไม่ทราบว่าดูสินค้าตัวนี้เปรียบเทียบกับสินค้าไหนอยู่หรือเปล่าค่ะ" แนวคำถามนี้เป็นเพียงใบเบิกทางให้คุณได้เริ่มรู้ "สเป็ก" ของคนที่เรากำลังสนทนาอยู่ด้วย พอลูกค้าเริ่มเอ่ยปากบอกแล้ว เราก็พยายามค่อยๆให้ข้อมูลไป ฟังคำพูดของลูกค้าไปพร้อมกัน เพื่อจูนสัญญาณความถี่สิ่งที่ต้องการให้พอดีกันนั่นเอง เมื่อปรับคลื่นตรงกันแล้ว โอกาสทางการขายก็จะสะดวกมากขึ้นแล้วนั่นเอง
.
.
คุณผู้อ่านครับ ก่อนจากไปของตอนนี้ ผมขอแทรกอะไรสักหน่อย พอรู้แล้วว่าผู้สนใจคนพิเศษรายนี้อยากได้อะไรแล้ว แต่ของเราดันหมดสต็อกเลย อันนี้แอบน่าเสียดายนะครับ การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ของคุณ ต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอ และให้มีในอัตราส่วนที่พอดีพอดี ถ้ามากไปจะกลายเป็นของค้างเยอะไปด้วยเช่นกันนะครับ ครั้งหน้าผมจะเอาหัวข้อที่ 4 มาฝากกันต่อ อย่าลืมติดตามกันนะครับ
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
6 เรื่อง (ควร) น่ารู้จากปากลูกค้าจ้า ภาค 2
ผ่านไป 1 ตอนแล้วสำหรับ "6 เรื่อง (ควร) น่ารู้จากปากลูกค้าจ้า" ผมทวนแบบเร็วๆว่าจากบทที่แล้ว เรารู้ว่าลูกค้าคนนี้ หรือผู้สนใจรายนี้ เป็นคนที่มีอำนาจการตัดสินใจอยู่กับตัวหรือเปล่า วันนี้มาต่อกันนะครับกับเรื่องที่ 2 ที่ควรสืบเสาะเจาะหาจากลูกค้าให้เจอ
.
.
ส่วนนี้ผมเรียกว่า Now, Next, No มากันแบบสามใบเถาตัวอักษรที่นำหน้าด้วยตัว N เลย สามศรีพี่น้องนี้สำคัญไม่แพ้กันนะครับ ผมให้คำอธิบายกันสักหน่อยก่อนที่จะงงตีลังกาเงยเงิบกันไปก่อน เริ่มจากพี่ชายคนโต N-Now ถ้าคำตอบของคนที่เราสนทนาอยู่ แล้วเรารับแอบจับได้ว่า เตรียมจะซื้อของวันนี้แหละ หรือในอีกไม่กี่นาที พร้อมจะควักบัตรเครดิตหรือเงินสดมาจ่ายแล้ว กลยุทธ์ที่ต้องรีบทำเลยคือ จับให้เจอว่าอะไรที่ผู้สนใจรายนี้ต้องการอย่างด่วนที่สุด ย้ำอีกครั้งว่าด่วนที่สุด พร้อมรวบตึงสิ่งที่คุณคุยตลอดหลายๆประโยคที่ผ่านมา ว่าอะไรคือจุดที่ลูกค้าให้ความสนใจ เช่น ราคาที่เล็งๆไว้ (ตัวเราลดราคาได้มั้ย หรือแถมอะไรเพิ่มเติมได้อีก), ต้องการสินค้าแบบไหน สีไหน ขนาดไหน แล้วของในสต๊อกสินค้าเรามีหรือเปล่า เพราะเมื่อเจอแบบนี้อย่าปล่อยให้หลุดลอยไปนะครับ ภาษานักขายก็คงต้องบอกว่า เตรียมปิดการขายให้ได้ ไม่งั้นหลุดไปงานนี้ยาวเลยครับ
.
.
.
มาถึงชายกลาง N-Next สัญลักษณ์ที่ลูกค้าจะส่งมาให้เราจากแนวนี้ เช่น พี่จะมาถามเป็นข้อมูลไว้ก่อน, โปรโมชั่นนี้มีถึงเมื่อไร, ของชิ้นนี้มีอีกเยอะหรือเปล่า, จะมาถามให้ญาติสนิทเพื่อนมากมายอะไรก็ว่ากันไป หลายๆคนคงคิดในใจว่า เจอวลีแนวนี้ทีไรลูกค้า มาถามไปอย่างงั้นแหละ ไม่ซื้อหรอก มาหลอกให้ตายใจ ผมเข้าใจในมุมที่คุณคิดอยู่ครับ แต่ในลูกค้าหลายๆคน อาจจะตั้งใจมาถามแบบนั้นจริงๆ เพราะวันนี้ตัวเขาไม่พร้อมจะซื้อ ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง แต่สนใจของคุณอย่างถวิลหาแล้ว ลองทำแบบนี้ดูซิครับ ขอเบอร์มือถือ / อีเมล / LINE หรืออะไรสักอย่างที่ทำให้คุณติดต่อเขาได้อีก หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่คุณเองแล้วที่ต้องจับสังเกตต่อไปว่า คนนี้พูดลอยๆ, กำลังรอซื้อจริงๆ, อยู่ใช่วงตตัดสินใจอยู่ หรือแม้แต่เทียบเรากับคู่แข่งก็เป็นได้นั่นเอง
.
.
น้องสุดท้อง N-No เจอคำว่า No ผมว่าหลายคนก็ขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว อย่าเพิ่งวิ่งจากกันไปแบบไม่ได้อะไรกลับมา เพราะคนที่ Say No โบว์ใหญ่กับเรา ก็มีค่านะขอรับ ทำไมล่ะ??? คุณไม่เอะใจหน่อยครับว่า ลูกค้ามาสนทนาถามไปอันนี้ที อันนั้นที อันโน้นที แล้วก็เดินสะบัดบ็อบจากเราไปเลย วันนี้ผมคิดวว่ากรณีแบบนี้ต้องหาข้อมูลแบบลงลึกให้เจอว่าเกิดอะไรขึ้น แน่นอนครับเวลานี้ลูกค้าจากเราไปแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีดูเป็นส่งอีเมลไปสอบถามการบริการของพนักงานขายวันนี้ หรือให้ Call Center ติดต่อไปเพื่อถามว่าวันนี้มาเยี่ยมชมร้านเป็นอยย่างไรบ้าง มีอะไรอยากให้ปรับปรุง คำถามพวกนี้แม้ไม่ได้ถามตรงๆว่า ไม่ซื้อฉันเพราะอะไร แต่เราก็เอามาดูการวิเคราะห์ได้เหมือนกัน แล้วนำจุดเหล่านี้ไปลองหาทางออก ดูว่าแก้ไขอะไรได้บ้างหรือเปล่านั่นเองครับ
.
.
เห็นมั้ยครับว่า ทุกคำตอบของลูกค้ามีคุณค่ากับเราเสมอ อยู่ที่เรามองและจะใช้อย่างไรนั่นเอง ครั้งถัดไปจะเป็นส่วนที่ 3 สำหรับการค้นหาข้อมูลดีดีจากคนที่เรากำลังเจรจากันอยู่ ว่าจะเป็นประเด็นไหน เรื่องอะไร ต้องติดตามกันต่อ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าครับ
.
.
ส่วนนี้ผมเรียกว่า Now, Next, No มากันแบบสามใบเถาตัวอักษรที่นำหน้าด้วยตัว N เลย สามศรีพี่น้องนี้สำคัญไม่แพ้กันนะครับ ผมให้คำอธิบายกันสักหน่อยก่อนที่จะงงตีลังกาเงยเงิบกันไปก่อน เริ่มจากพี่ชายคนโต N-Now ถ้าคำตอบของคนที่เราสนทนาอยู่ แล้วเรารับแอบจับได้ว่า เตรียมจะซื้อของวันนี้แหละ หรือในอีกไม่กี่นาที พร้อมจะควักบัตรเครดิตหรือเงินสดมาจ่ายแล้ว กลยุทธ์ที่ต้องรีบทำเลยคือ จับให้เจอว่าอะไรที่ผู้สนใจรายนี้ต้องการอย่างด่วนที่สุด ย้ำอีกครั้งว่าด่วนที่สุด พร้อมรวบตึงสิ่งที่คุณคุยตลอดหลายๆประโยคที่ผ่านมา ว่าอะไรคือจุดที่ลูกค้าให้ความสนใจ เช่น ราคาที่เล็งๆไว้ (ตัวเราลดราคาได้มั้ย หรือแถมอะไรเพิ่มเติมได้อีก), ต้องการสินค้าแบบไหน สีไหน ขนาดไหน แล้วของในสต๊อกสินค้าเรามีหรือเปล่า เพราะเมื่อเจอแบบนี้อย่าปล่อยให้หลุดลอยไปนะครับ ภาษานักขายก็คงต้องบอกว่า เตรียมปิดการขายให้ได้ ไม่งั้นหลุดไปงานนี้ยาวเลยครับ
.
.
.
มาถึงชายกลาง N-Next สัญลักษณ์ที่ลูกค้าจะส่งมาให้เราจากแนวนี้ เช่น พี่จะมาถามเป็นข้อมูลไว้ก่อน, โปรโมชั่นนี้มีถึงเมื่อไร, ของชิ้นนี้มีอีกเยอะหรือเปล่า, จะมาถามให้ญาติสนิทเพื่อนมากมายอะไรก็ว่ากันไป หลายๆคนคงคิดในใจว่า เจอวลีแนวนี้ทีไรลูกค้า มาถามไปอย่างงั้นแหละ ไม่ซื้อหรอก มาหลอกให้ตายใจ ผมเข้าใจในมุมที่คุณคิดอยู่ครับ แต่ในลูกค้าหลายๆคน อาจจะตั้งใจมาถามแบบนั้นจริงๆ เพราะวันนี้ตัวเขาไม่พร้อมจะซื้อ ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง แต่สนใจของคุณอย่างถวิลหาแล้ว ลองทำแบบนี้ดูซิครับ ขอเบอร์มือถือ / อีเมล / LINE หรืออะไรสักอย่างที่ทำให้คุณติดต่อเขาได้อีก หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่คุณเองแล้วที่ต้องจับสังเกตต่อไปว่า คนนี้พูดลอยๆ, กำลังรอซื้อจริงๆ, อยู่ใช่วงตตัดสินใจอยู่ หรือแม้แต่เทียบเรากับคู่แข่งก็เป็นได้นั่นเอง
.
.
น้องสุดท้อง N-No เจอคำว่า No ผมว่าหลายคนก็ขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว อย่าเพิ่งวิ่งจากกันไปแบบไม่ได้อะไรกลับมา เพราะคนที่ Say No โบว์ใหญ่กับเรา ก็มีค่านะขอรับ ทำไมล่ะ??? คุณไม่เอะใจหน่อยครับว่า ลูกค้ามาสนทนาถามไปอันนี้ที อันนั้นที อันโน้นที แล้วก็เดินสะบัดบ็อบจากเราไปเลย วันนี้ผมคิดวว่ากรณีแบบนี้ต้องหาข้อมูลแบบลงลึกให้เจอว่าเกิดอะไรขึ้น แน่นอนครับเวลานี้ลูกค้าจากเราไปแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีดูเป็นส่งอีเมลไปสอบถามการบริการของพนักงานขายวันนี้ หรือให้ Call Center ติดต่อไปเพื่อถามว่าวันนี้มาเยี่ยมชมร้านเป็นอยย่างไรบ้าง มีอะไรอยากให้ปรับปรุง คำถามพวกนี้แม้ไม่ได้ถามตรงๆว่า ไม่ซื้อฉันเพราะอะไร แต่เราก็เอามาดูการวิเคราะห์ได้เหมือนกัน แล้วนำจุดเหล่านี้ไปลองหาทางออก ดูว่าแก้ไขอะไรได้บ้างหรือเปล่านั่นเองครับ
.
.
เห็นมั้ยครับว่า ทุกคำตอบของลูกค้ามีคุณค่ากับเราเสมอ อยู่ที่เรามองและจะใช้อย่างไรนั่นเอง ครั้งถัดไปจะเป็นส่วนที่ 3 สำหรับการค้นหาข้อมูลดีดีจากคนที่เรากำลังเจรจากันอยู่ ว่าจะเป็นประเด็นไหน เรื่องอะไร ต้องติดตามกันต่อ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าครับ
วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
6 เรื่อง (ควร) น่ารู้จากปากลูกค้าจ้า
เคยสงสัยกันบ้างมั้ยครับ ว่าเวลาเราคุยกับลูกค้านู้นนี้นั่นโน่นแล้ว ทำไมลูกค้ายังไม่ซื้อของเราล่ะ??? หรือไม่ตัดสินควักเงินจ่ายสักทีง่ะ 6 ตอนติดต่อเนื่องแบบ Non-Stop ของ การตลาด3ช่า นี้ จะจัดให้กับ 6 สิ่งที่คุณควรรู้จากลูกค้าเสมอ ไม่พูดพร่ำทำเพลงชะชะช่า มาเริ่มค้นหาสิ่งแรกจากลูกค้ากันครับ
.
.
คุณลูกค้าที่แสนน่ารักที่คุณกำลังสนทนาอยู่นี้ ใช่คนที่มีอำนาจอยู่ในมือด้วยหรือเปล่า หรือเป็นคนเคาะปุ๊บซื้อปั๊บได้มั้ย เจ้าสิ่งที่นี้ที่คุณต้องค้นหาให้เจอก่อน เพราะถ้าคุณรู้ว่าคนที่กำลังเจรจาต้าอ่วย มีอำนาจในการซื้อ (Authority) อยู่ในสองมือแบบเต็มกระเป๋า เท่ากับคุณคุยกับคนที่ใช่ ที่เหลือคือพยายามให้ข้อมูลให้ตรงจุด อย่าอ้อมค้อมเกินไปแบบสามทวีปสี่มหาสมุทร เขาอาจจะรอสิ่งที่อยากฟังอยู่ คำถามที่พอช่วยได้ เช่น ปกติพี่ซื้อสินค้านี้ใช้เองหรือเปล่า, ถ้าหนูเสนอราคาไปต้องมีคนพิจารณาด้วยหรือไม่ เป็นต้น
.
.
สมมตินะครับสมมติ ถ้าคุณดันเจอคนที่มาคุยด้วยแต่ไม่ใช่คนมีอำนาจเคาะการจ่ายตังค์ อย่าเพิ่งถอดใจก้มหน้าว่าชะตาฟ้าดินไปครับ ผมอยากบอกว่าคุณก็เจอสิ่งดีดีที่ไม่ต่างกัน เพราะว่าคุณรู้แล้วว่า คนนี้ไม่มีสิทธิ์ฟันธง แต่ยังมีโอกาสไปบอกต่อให้คุณได้ เพียงแค่คุณต้องจับทางให้ได้ เหมือนเวลาขายของเล่นให้เด็กๆ แน่นอนว่าลูกหลานตัวน้อยไม่พกเงิน กลยุทธ์ที่คนขายทำกันบ่อยๆ คือหนูรีบวิ่งสี่คูณร้อยไปบอกคุณพ่อคุณแม่ซื้อให้หนูซิ คุณลูกที่น่ารักก็จะจูงมือปะป๊ามะม้า มาหน้าชั้นของเล่นพร้อม ทำหน้าเบะปาก 12 องศา และเตรียมทิ้งดิ่งลงไปนั่งร้องไห้ฟูมฟายที่พื้นห้างนั่นเอง
.
.
คำตอบข้อนี้ของคนที่ได้เม้าท์มอยอยู่ ไม่ว่าตอบอะไรมามีค่าเสมอกับเรานะครับ อย่าลืมแยกแยะให้ชัดเคลียร์ พอเรารู้แล้ว บทสนทนาถัดไปที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ข้อมูลที่ต้องให้รู้มีอะไรบ้าง คำถามที่โดนถามบ่อยๆ ต้องมีคำตอบที่พร้อมเสมอ เท่านี้ คนที่อยู่ตรงหน้าคุณเวลานี้อาจจะเปลี่ยนตำแหน่งจากคนที่เดินผ่านไปมา กลายเป็นลูกค้าคนพิเศษของคุณได้ ตอนหน้าผมจะมาต่อเรื่องที่ 2 กันต่อว่า เราควรถามอะไรจากลูกค้าบ้างนะครับ
.
.
คุณลูกค้าที่แสนน่ารักที่คุณกำลังสนทนาอยู่นี้ ใช่คนที่มีอำนาจอยู่ในมือด้วยหรือเปล่า หรือเป็นคนเคาะปุ๊บซื้อปั๊บได้มั้ย เจ้าสิ่งที่นี้ที่คุณต้องค้นหาให้เจอก่อน เพราะถ้าคุณรู้ว่าคนที่กำลังเจรจาต้าอ่วย มีอำนาจในการซื้อ (Authority) อยู่ในสองมือแบบเต็มกระเป๋า เท่ากับคุณคุยกับคนที่ใช่ ที่เหลือคือพยายามให้ข้อมูลให้ตรงจุด อย่าอ้อมค้อมเกินไปแบบสามทวีปสี่มหาสมุทร เขาอาจจะรอสิ่งที่อยากฟังอยู่ คำถามที่พอช่วยได้ เช่น ปกติพี่ซื้อสินค้านี้ใช้เองหรือเปล่า, ถ้าหนูเสนอราคาไปต้องมีคนพิจารณาด้วยหรือไม่ เป็นต้น
.
.
สมมตินะครับสมมติ ถ้าคุณดันเจอคนที่มาคุยด้วยแต่ไม่ใช่คนมีอำนาจเคาะการจ่ายตังค์ อย่าเพิ่งถอดใจก้มหน้าว่าชะตาฟ้าดินไปครับ ผมอยากบอกว่าคุณก็เจอสิ่งดีดีที่ไม่ต่างกัน เพราะว่าคุณรู้แล้วว่า คนนี้ไม่มีสิทธิ์ฟันธง แต่ยังมีโอกาสไปบอกต่อให้คุณได้ เพียงแค่คุณต้องจับทางให้ได้ เหมือนเวลาขายของเล่นให้เด็กๆ แน่นอนว่าลูกหลานตัวน้อยไม่พกเงิน กลยุทธ์ที่คนขายทำกันบ่อยๆ คือหนูรีบวิ่งสี่คูณร้อยไปบอกคุณพ่อคุณแม่ซื้อให้หนูซิ คุณลูกที่น่ารักก็จะจูงมือปะป๊ามะม้า มาหน้าชั้นของเล่นพร้อม ทำหน้าเบะปาก 12 องศา และเตรียมทิ้งดิ่งลงไปนั่งร้องไห้ฟูมฟายที่พื้นห้างนั่นเอง
.
.
คำตอบข้อนี้ของคนที่ได้เม้าท์มอยอยู่ ไม่ว่าตอบอะไรมามีค่าเสมอกับเรานะครับ อย่าลืมแยกแยะให้ชัดเคลียร์ พอเรารู้แล้ว บทสนทนาถัดไปที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ข้อมูลที่ต้องให้รู้มีอะไรบ้าง คำถามที่โดนถามบ่อยๆ ต้องมีคำตอบที่พร้อมเสมอ เท่านี้ คนที่อยู่ตรงหน้าคุณเวลานี้อาจจะเปลี่ยนตำแหน่งจากคนที่เดินผ่านไปมา กลายเป็นลูกค้าคนพิเศษของคุณได้ ตอนหน้าผมจะมาต่อเรื่องที่ 2 กันต่อว่า เราควรถามอะไรจากลูกค้าบ้างนะครับ
วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559
รู้ 3 ข้อนี้ก่อน ค่อยเปิดขายของออนไลน์ ภาค 2
มาถึงข้อที่ 2 กันแล้วกับการขายของบนออนไลน์ จะทำยังไงดีหลังจากที่เรามีของจะเริ่มจำหน่ายแล้ว งั้นก็คงต้องหาที่ปล่อยของให้เกิดรายได้ สถานที่ปล่อยของของคุณ ตอนนี้ในประเทศเรามีมากมายจริงๆครับ มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน อันนี้ก็แล้วแต่ใครชอบแบบไหน สามารถเลือกได้ตามอัธยาศัยเลยครับ (อันนี้ขอไม่ชี้นำทางความคิดนะครับ) แล้วทำไมการเปิดหน้าร้านออนไลน์จึงน่าสนใจล่ะ??? มุมนี้น่าคิดครับ เพราะหลายคนที่มีหน้าร้านแบบร้านมีตัวตนจริงๆ ไปเยี่ยมชมจับต้องสินค้าได้ คงครุ่นคิดอยู่
ผมมีข้อสรุปมาเสนอให้ว่า "ทำไม Online Marketplace จึงน่าสนใจ" กับ 3 ข้อด้านล่างนี้ครับ
ข้อแรก ประหยัดต้นทุนในภาพรวมทั้งหมดครับ เพราะว่าคุณไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ตามที่ต่างๆ ไม่ต้องจ้างใครมาช่วยเฝ้าร้าน ไม่ต้องเดินทางไปมาร้านกับบ้านคุณทุกๆ วัน เช้าไปเย็นกลับ รวมถึงต้นทุนด้านเวลาของคุณด้วย เพราะขายของในเวลาใดก็ได้ เป็นการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตที่คุณจะอยู่เหนือล่องใต้ก็ติดต่อกันได้หมดเลย และสั่งซื้อสินค้าในเวลาอันสั้นหรือไม่กี่คลิกนั่นเอง
ข้อสอง สะดวก แสนง่าย เปิดกันแบบ 24 ชั่วโมง ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาหาร้านคุณได้ตลอดเวลา
ตั้งแต่เช้า, สาย, บ่าย, เย็น, Prime Time หรือแม้แต่ยาม Time ก็เช่นเดียวกันครับ เรียกว่าถูกใจชิ้นไหนก็หยิบจับใส่ตะหร้ากดจ่ายเงินกันได้ตลอดเวลาจริงๆ หรือบางร้านก็มีให้เชื่อม Facebook หรือ Line เพื่อให้ทักทาย Say Hello กับเจ้าของร้านได้โดยตรง เพื่อขอสอบถามเพิ่มเติมอีกหน่อย ก่อนจะตัดสินใจครั้งสุดท้าย หรือคุณลูกค้าขอต่อราคาสักนิด A Little Bit A Little More เพื่อเป็นสีสันก็ไม่ว่ากันะครับ
ข้อสาม เป็นการสร้างมูลค่าใหม่ๆ ได้ อย่างที่รู้กัน อะไรๆก็ขายบนโลกออนไลน์ได้ ทั้งของที่จับต้องได้ หรือจับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้ เอิ่ม ไม่ใช่รายการอวดสิ่งเร้นลับนะครับ ผมหมายถึงความรู้หรือการสัมมนานั่นเอง หรือถ้าใครมีของเต็มบ้านแล้ว อยากจะจัดระเบียบแล้วของเราคุณภาพดีอยู่จริงๆ ตลาดปล่อยของมือ 2 ก็ยังมีให้เข้าไปเสนอขายได้เช่นกัน
เห็นมั้ยครับว่าแค่ 3 ข้อนี้ก็ทำให้การเปิดร้านค้าขายของบนอินเตอร์เน็ตน่าสนใจขึ้นมาแล้ว ผมกลัวคนอ่านจะหมดแรงแล้วเป็นลมไปเสียก่อน วันนี้ขอพอเท่านี้ก่อน ตอนหน้าผมจะมาต่อข้อสุดท้าย ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการขายของออนไลน์ นั่นคือ การทำการตลาดออนไลน์ให้ทราบกันต่อ อย่าลืมติดตามมาอ่านกันนะครับ
ผมมีข้อสรุปมาเสนอให้ว่า "ทำไม Online Marketplace จึงน่าสนใจ" กับ 3 ข้อด้านล่างนี้ครับ
ข้อแรก ประหยัดต้นทุนในภาพรวมทั้งหมดครับ เพราะว่าคุณไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ตามที่ต่างๆ ไม่ต้องจ้างใครมาช่วยเฝ้าร้าน ไม่ต้องเดินทางไปมาร้านกับบ้านคุณทุกๆ วัน เช้าไปเย็นกลับ รวมถึงต้นทุนด้านเวลาของคุณด้วย เพราะขายของในเวลาใดก็ได้ เป็นการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตที่คุณจะอยู่เหนือล่องใต้ก็ติดต่อกันได้หมดเลย และสั่งซื้อสินค้าในเวลาอันสั้นหรือไม่กี่คลิกนั่นเอง
ข้อสอง สะดวก แสนง่าย เปิดกันแบบ 24 ชั่วโมง ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาหาร้านคุณได้ตลอดเวลา
ตั้งแต่เช้า, สาย, บ่าย, เย็น, Prime Time หรือแม้แต่ยาม Time ก็เช่นเดียวกันครับ เรียกว่าถูกใจชิ้นไหนก็หยิบจับใส่ตะหร้ากดจ่ายเงินกันได้ตลอดเวลาจริงๆ หรือบางร้านก็มีให้เชื่อม Facebook หรือ Line เพื่อให้ทักทาย Say Hello กับเจ้าของร้านได้โดยตรง เพื่อขอสอบถามเพิ่มเติมอีกหน่อย ก่อนจะตัดสินใจครั้งสุดท้าย หรือคุณลูกค้าขอต่อราคาสักนิด A Little Bit A Little More เพื่อเป็นสีสันก็ไม่ว่ากันะครับ
ข้อสาม เป็นการสร้างมูลค่าใหม่ๆ ได้ อย่างที่รู้กัน อะไรๆก็ขายบนโลกออนไลน์ได้ ทั้งของที่จับต้องได้ หรือจับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้ เอิ่ม ไม่ใช่รายการอวดสิ่งเร้นลับนะครับ ผมหมายถึงความรู้หรือการสัมมนานั่นเอง หรือถ้าใครมีของเต็มบ้านแล้ว อยากจะจัดระเบียบแล้วของเราคุณภาพดีอยู่จริงๆ ตลาดปล่อยของมือ 2 ก็ยังมีให้เข้าไปเสนอขายได้เช่นกัน
เห็นมั้ยครับว่าแค่ 3 ข้อนี้ก็ทำให้การเปิดร้านค้าขายของบนอินเตอร์เน็ตน่าสนใจขึ้นมาแล้ว ผมกลัวคนอ่านจะหมดแรงแล้วเป็นลมไปเสียก่อน วันนี้ขอพอเท่านี้ก่อน ตอนหน้าผมจะมาต่อข้อสุดท้าย ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการขายของออนไลน์ นั่นคือ การทำการตลาดออนไลน์ให้ทราบกันต่อ อย่าลืมติดตามมาอ่านกันนะครับ
วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559
รู้ 3 ข้อนี้ก่อน ค่อยเปิดขายของออนไลน์
ในปี 2016 ขณะนี้กระแสสุดล้ำที่ทำกันอย่างแพร่หลายคงหนีไม่พ้น Online Shopping (การซื้อขายสินค้ากันบนออนไลน์) แน่นอนครับ ผมขอฟันธง!!! แต่แล้วเจ้า Online Shopping ที่ใครๆก็พูด ใครๆก็ทำเนี่ย ทั้งที่ไม่ต้องมีหน้าร้านจริงๆ ก็ขายได้ มันคืออะไร ยังไง ไฉนฮิเนี่ย เคยสงสัยกันบ้างมั้ยครับ งั้นวันนี้ผมพามาเจาะลึกให้รู้จักการซื้อขายของกันบนโลกออนไลน์กันดีกว่าครับ
งั้นคุณต้องรู้ก่อนว่าองค์ประกอบสำคัญของการทำ Online Shopping เนี่ยกับการเปิดร้านค้าทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า, ตลาดนัดหรือทำเลต่างๆ มีส่วนที่เหมือนกันอยู่ 3 มุมมอง ได้แก่
มุมแรก "จะขายอะไรดี???" = อะไรฮิต อะไรโดน สิ่งไหนน่าสนใจ (Online Trend)
มุมที่สอง "จะเปิดร้านที่ไหน???" = สถานที่ปล่อยของของคุณนั่นเอง (Online Marketplace)
มุมที่สาม "คนจะเห็นได้ยังไง???" = การทำการตลาดให้คนรู้จัก (Online Marketing)
มาเริ่มจากข้อแรกกันก่อน เราจะหาอะไรมาขายดีล่ะ หลายคนมีไอเดียแล้วบ้าง บางคนก็อาจจะกำลังคลำทางหาแนวที่ตัวเองชอบอยู่ ผมขอยกตัวอย่าง 5 รูปแบบสินค้าที่น่าสนใจ จากเว็บไซด์ของ www.dbdmart.com มาฝากกัน มาดูกันว่าของเหล่านี้น่าจะเปิดไอเดียในการหาของมาขายะไรกันได้บ้างนะครับ
1. สินค้าเฉพาะกลุ่ม หรือกลุ่มที่เรียกว่า “Niche Market” เช่น สินค้าสำหรับคนท้อง สินค้าสำหรับคนอ้วน สินค้าสำหรับแต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูน (Cosplay) เป็นต้น จะทำให้เจาะจงและเข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ไม่ยาก เพราะหากสามารถจับและเข้าถึง กลุ่มลูกค้านี้ได้แล้วลูกค้าจะจดจำร้านของคุณได้ ทำให้โอกาสในการขายมีมากกว่าและจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องได้
2. สินค้าที่คนเราอายที่จะไปซื้อ มีสินค้าบางชนิดที่ลูกค้าไม่กล้าไปซื้อที่หน้าร้าน เพราะอาจจะเขินอายหน้าแดงตัวแดง หรือไม่ต้องการเปิดเผย สินค้าที่มีลักษณะนี้ เช่น สินค้าเกี่ยวกับเรื่องเพศ ชุดชั้นในเซ็กซี่ ชุดเซ็กซี่ ถุงยางอนามัย
3. สินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสินค้าที่มีความแตกต่าง ไม่เหมือนร้านอื่น ลูกค้าจะต้องมาซื้อที่ร้านของคุณเท่านั้น เช่น เสื้อผ้าที่มีลวดลายเฉพาะ สินค้าทำมืออย่างตุ๊กตาไหมพรม อย่างไรก็ตามจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า สินค้าเป็นของดีมีคุณภาพ ลูกค้ามักจะไม่รู้จักมาก่อน ต้องใช้เวลาในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าอยู่พอสมควร ลงรูปสินค้าในทุกมุม อธิบายรายละเอียดให้ครบถ้วน จุดเด่นของสินค้า หรือการดูแลรักษา จะช่วยให้น่าเชื่อถือ และตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก
ผ่านไป 3 ข้อแล้ว บางคนอาจจะยังคิดไม่ออกหรือเปล่าครับ ผมยังมีอีก 2 แนวทางมานำเสนอคุณกัน มาดูกันดีกว่าว่าคืออะไร
4. สินค้าที่ไม่ค่อยนิยม มีเรื่องราวน่าสนใจ แนวผลิตจำกัด (Limited Edition) หรือหายากมากๆ (Rare Item) เช่น เทปเพลงเก่า, แผ่นเสียงเพลงเก่า, รูปปั้นแบบโบราณ, โคมไฟทรงโบราณ, ของสะสมบางอย่างที่ผลิตมาเพียง 500 ชิ้นบนโลก เป็นต้น มองว่าสินค้าเหล่านี้ไม่น่าจะขายได้ ซึ่งเป็นเหตุให้สินค้าเหล่านี้ไม่มี การแข่งขัน หรือคู่แข่งขันน้อย หากลองนำมาขาย ก็อาจทำให้ลูกค้าจดจำเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ของคุณ ที่ขายของแบบนี้
5. สินค้าแนว D.I.Y. (Do It Yourself) หลายๆ คนชอบซื้อสินค้าประเภทที่ซื้อไปทำต่อเองได้ อยากลงมือสร้างขึ้นมา อาทิ ชุดทำอาหารง่ายๆ ที่บ้านคุณ ชุดถักโครเชต์พร้อมวิธีการถักที่คุณสามารถถักเป็นตุ๊กตาน่ารักๆได้เอง ชุดเก้าอี้ที่เอาไปประกอบเองได้โดยไม่ต้องตอกตะปู ชุดแปลงปลูกต้นไม้ขนาดเล็กบนคอนโดของคุณ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะทำให้ร้านของคุณน่าสนใจได้ และอาจจะมีวิธีเล่าเรื่องผ่าน Clip การ D.I.Y. จากคุรเองในฐานะเจ้าของร้านก็ได้นะครับ
ไม่ว่าคุณจะเลือกสินค้ากลุ่มไหนเป็นสิ่งที่คุณอยากจะขายก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจเสมอคือ การให้บริการที่จริงใจ และไม่โกหก หรือหลอกลวงผู้บริโภคของคุณนะครับ มิฉะนั้นแล้ว ร้านค้าของคุณจะย่อยสลายปิดตัวด้วยตนเอง ในระยะเวลาที่ไม่นานแน่นอน เพราะบนโลก Online ทุกอย่างที่แพร่กระจาย และส่งต่อกันได้รวดเร็วมากๆ นะครับ
วันนี้ผมให้ข้อมูลจากส่วนแรกกันก่อนนะครับ พรุ่งนี้มาติดตามกันต่อกับส่วนที่ 2 กันว่าแล้วมีของในมือแล้วจะไปปล่อยของประลองยุทธกันที่ไหนดี ขออนุญาตผู้อ่านทุกคนด้วยนะครับ ขอแตกเป็น 3 ตอนย่อยแบบหนังไตรภาคจริงๆ เพราะว่าถ้าจับมารวบตึงกันในตอนเดียว เกรงว่าคุณผู้อ่านจะกระอักเลือดออกมาได้ครับ ยังไงแล้วพรุ่งนี้มาตามกันต่อนะครับ และขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาด้วยครับ
ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก Google ครับ
งั้นคุณต้องรู้ก่อนว่าองค์ประกอบสำคัญของการทำ Online Shopping เนี่ยกับการเปิดร้านค้าทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า, ตลาดนัดหรือทำเลต่างๆ มีส่วนที่เหมือนกันอยู่ 3 มุมมอง ได้แก่
มุมแรก "จะขายอะไรดี???" = อะไรฮิต อะไรโดน สิ่งไหนน่าสนใจ (Online Trend)
มุมที่สอง "จะเปิดร้านที่ไหน???" = สถานที่ปล่อยของของคุณนั่นเอง (Online Marketplace)
มุมที่สาม "คนจะเห็นได้ยังไง???" = การทำการตลาดให้คนรู้จัก (Online Marketing)
มาเริ่มจากข้อแรกกันก่อน เราจะหาอะไรมาขายดีล่ะ หลายคนมีไอเดียแล้วบ้าง บางคนก็อาจจะกำลังคลำทางหาแนวที่ตัวเองชอบอยู่ ผมขอยกตัวอย่าง 5 รูปแบบสินค้าที่น่าสนใจ จากเว็บไซด์ของ www.dbdmart.com มาฝากกัน มาดูกันว่าของเหล่านี้น่าจะเปิดไอเดียในการหาของมาขายะไรกันได้บ้างนะครับ
1. สินค้าเฉพาะกลุ่ม หรือกลุ่มที่เรียกว่า “Niche Market” เช่น สินค้าสำหรับคนท้อง สินค้าสำหรับคนอ้วน สินค้าสำหรับแต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูน (Cosplay) เป็นต้น จะทำให้เจาะจงและเข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ไม่ยาก เพราะหากสามารถจับและเข้าถึง กลุ่มลูกค้านี้ได้แล้วลูกค้าจะจดจำร้านของคุณได้ ทำให้โอกาสในการขายมีมากกว่าและจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องได้
2. สินค้าที่คนเราอายที่จะไปซื้อ มีสินค้าบางชนิดที่ลูกค้าไม่กล้าไปซื้อที่หน้าร้าน เพราะอาจจะเขินอายหน้าแดงตัวแดง หรือไม่ต้องการเปิดเผย สินค้าที่มีลักษณะนี้ เช่น สินค้าเกี่ยวกับเรื่องเพศ ชุดชั้นในเซ็กซี่ ชุดเซ็กซี่ ถุงยางอนามัย
3. สินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสินค้าที่มีความแตกต่าง ไม่เหมือนร้านอื่น ลูกค้าจะต้องมาซื้อที่ร้านของคุณเท่านั้น เช่น เสื้อผ้าที่มีลวดลายเฉพาะ สินค้าทำมืออย่างตุ๊กตาไหมพรม อย่างไรก็ตามจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า สินค้าเป็นของดีมีคุณภาพ ลูกค้ามักจะไม่รู้จักมาก่อน ต้องใช้เวลาในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าอยู่พอสมควร ลงรูปสินค้าในทุกมุม อธิบายรายละเอียดให้ครบถ้วน จุดเด่นของสินค้า หรือการดูแลรักษา จะช่วยให้น่าเชื่อถือ และตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก
ผ่านไป 3 ข้อแล้ว บางคนอาจจะยังคิดไม่ออกหรือเปล่าครับ ผมยังมีอีก 2 แนวทางมานำเสนอคุณกัน มาดูกันดีกว่าว่าคืออะไร
4. สินค้าที่ไม่ค่อยนิยม มีเรื่องราวน่าสนใจ แนวผลิตจำกัด (Limited Edition) หรือหายากมากๆ (Rare Item) เช่น เทปเพลงเก่า, แผ่นเสียงเพลงเก่า, รูปปั้นแบบโบราณ, โคมไฟทรงโบราณ, ของสะสมบางอย่างที่ผลิตมาเพียง 500 ชิ้นบนโลก เป็นต้น มองว่าสินค้าเหล่านี้ไม่น่าจะขายได้ ซึ่งเป็นเหตุให้สินค้าเหล่านี้ไม่มี การแข่งขัน หรือคู่แข่งขันน้อย หากลองนำมาขาย ก็อาจทำให้ลูกค้าจดจำเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ของคุณ ที่ขายของแบบนี้
5. สินค้าแนว D.I.Y. (Do It Yourself) หลายๆ คนชอบซื้อสินค้าประเภทที่ซื้อไปทำต่อเองได้ อยากลงมือสร้างขึ้นมา อาทิ ชุดทำอาหารง่ายๆ ที่บ้านคุณ ชุดถักโครเชต์พร้อมวิธีการถักที่คุณสามารถถักเป็นตุ๊กตาน่ารักๆได้เอง ชุดเก้าอี้ที่เอาไปประกอบเองได้โดยไม่ต้องตอกตะปู ชุดแปลงปลูกต้นไม้ขนาดเล็กบนคอนโดของคุณ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะทำให้ร้านของคุณน่าสนใจได้ และอาจจะมีวิธีเล่าเรื่องผ่าน Clip การ D.I.Y. จากคุรเองในฐานะเจ้าของร้านก็ได้นะครับ
ไม่ว่าคุณจะเลือกสินค้ากลุ่มไหนเป็นสิ่งที่คุณอยากจะขายก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจเสมอคือ การให้บริการที่จริงใจ และไม่โกหก หรือหลอกลวงผู้บริโภคของคุณนะครับ มิฉะนั้นแล้ว ร้านค้าของคุณจะย่อยสลายปิดตัวด้วยตนเอง ในระยะเวลาที่ไม่นานแน่นอน เพราะบนโลก Online ทุกอย่างที่แพร่กระจาย และส่งต่อกันได้รวดเร็วมากๆ นะครับ
วันนี้ผมให้ข้อมูลจากส่วนแรกกันก่อนนะครับ พรุ่งนี้มาติดตามกันต่อกับส่วนที่ 2 กันว่าแล้วมีของในมือแล้วจะไปปล่อยของประลองยุทธกันที่ไหนดี ขออนุญาตผู้อ่านทุกคนด้วยนะครับ ขอแตกเป็น 3 ตอนย่อยแบบหนังไตรภาคจริงๆ เพราะว่าถ้าจับมารวบตึงกันในตอนเดียว เกรงว่าคุณผู้อ่านจะกระอักเลือดออกมาได้ครับ ยังไงแล้วพรุ่งนี้มาตามกันต่อนะครับ และขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาด้วยครับ
ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก Google ครับ
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559
รู้จักความคิดของชาว Millennials กันเถอะ
พูดถึงกลุ่มคนช่วงวัยที่เรียกว่า Millennials (มิลเลียนเนียยล) แล้ว ผมว่ายังมีหลายคนอาจจะสงสัยอยู่ในใจว่า คนกลุ่มนี้นับช่วงอายุจากเท่าไร ไปถึงเท่าไรกันแน่อ่ะ งั้นมาทำความรู้จักก่อนนะครับ กลุ่มคนกลุ่มนี้คือคนที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2523 - 2539 หรือเทียบเป็นอายุปัจจุบัน 20 ถึง 36 ปี
ถ้ามองก็คือกลุ่มวัยมหาวิทยาลัยประมาณปี 3-4 และกลุ่มคนที่ทำงานมาสักระยะหนึ่งจนถึงคนที่เริ่มมีครอบครัวแล้ว หลายๆ คนอยากรู้ว่าคนกลุ่มนี้มี มากหรือน้อยล่ะ จากประชากรทั้งหมดในปี 2557 (จำนวนประชากรทั้งหมดอ้างอิงจากเว็บไซด์สำนักงานสถิติแห่งชาติ เท่ากับ 65,124,716 คน) ถ้าคิดจากช่วงการแบ่งอายุตั้งแต่ 20-39 ปี เท่ากับ 30% ของประชากรทั้งหมดของประเทศเราครับ ตอนนี้คุณได้รู้จักคนกลุ่มนี้แล้ว งั้นมาดู 5 ความคิดของคนกลุ่มนี้กันเลยดีกว่า
อันแรก พวกเรามั่นใจในตัวเองครับ (We are confident) มีคำกล่าวสุดฮิตจาก Demi Lavota ดารา Pop Star ชื่อดัง ที่กล่าวไว้ “What’s wrong with being confident?” แล้วคนกลุ่มจะสื่อสารอย่างไรดีล่ะ ให้หันกลับมาสนใจ คำตอบก็คือ อะไรก็ได้ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขามีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น ช่วยหรือสนับสนุนธุรกิจของพวกเขานั่นเอง
มาถึงต่อมาดีกว่า ข้อสอง กลุ่มอายุนี้มองโลกในแง่ดีนะจ๊ะ (We are optimistic) นักการตลาดที่อยากจะหาคนมาร่วมด้วยช่วยกันกับกิจกรรมของคุณ ผมว่าคุณไม่ควรมองข้ามคนกลุ่มนี้โดยเด็ดขาด ลองหากิจกรรมช่วยโลกช่วยคุณมาคุยกับคนกลุ่มนี้ดูนะ เพราะ Help Me Help You คือความในใจของคนกลุ่มนี้ครับ
เรื่องที่สาม ไอเดียสร้างสรรค์พุ่งปรี้ดกับคนกลุ่มนี้ (We are creative) ทำไมถึงบอกว่าคนกลุ่มนี้มีความคิดเจิดๆ ขนาดนั้น เราลองมองรอบตัวกันนะครับ ไอเดีย Airbnb, Uber, เถ้าแก่น้อย ธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ที่เราได้เห็นหน้าคาดตาบ้างก็เกิดจากคนกลุ่ม Millennials แหละครับ อะไรแบบเดิมๆ มามุกเก่าๆ น่าจะไม่ถูกจริตของคนกลุ่มนี้แหละครับ ลองพลิกมุมคิดให้แตกต่างบ้าง หรือคุยแบบภาษาที่เหมาะกับแต่ละคนลงไปเลย เช่น ส่งข้อความด้วยภาษาที่โดนๆ การติดต่อสื่อสารหรือร่วมกิจกรรมผ่านช่องทางใหม่ๆ บ้าง
ข้อต่อมา คนกลุ่มนี้มองว่าตัวเขาเองมีอะไรเจ๋งๆ กว่าเหล่าอุปกรณ์ที่ใช้ประจำ (We are more than our devices) ยุคสมัยนี้อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ มีกันมากมาย คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งก็ยังคงมีความหลงใหลในความเจ๋งของสิ่งที่เป็นอดีตอยู่บ้าง พร้อมผสมผสานกับสิ่งใหม่ๆ บนโลกนี้ เรียกว่า ถ่วงดุลอำนาจรัฐ เอิ่ม...เดี๋ยวก็โดยเรียกไปปรับทัศนคติหรอก Concept ของคนกลุ่มนี้คือ เก่าก็ชอบ ใหม่ก็เจ๋ง ดังนั้นการสื่อสารผ่านทั้ง Online และ Offline ยังเป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้ถวิลหาอยู่นะครับ ไม่ใช่แห่แหนไปใช้ Online เสียหมดนะครับ
และอันสุดท้าย คนกลุ่มนี้พร้อมจะมีครอบครัวแล้ว (We are going to have babies) ย้อนไปในวัยเด็กคนกลุ่มนี้ยังม่ความหลังเกี่ยวกับ ความสุขสนุกในวัยเด็กตั้งแต่สมัยก่อนที่ยังไม่มีเทคโนโลยีมาขนาดนี้ แล้วก็อยากส่งต่อความหรรษาเพลิดเพลินแบบนั้นไปให้ลูกของตัวเองบ้าง ดังนั้นแล้วคนกลุ่มนี้ก็จะเริ่มมองหาวางแผนเพื่ออนาคตครอบครัวของตนเองแล้วนั่นเอง
เป็นยังไงบ้างครับกับ 5 ความคิดที่คนกลุ่มเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศเรากำลังคิดอะไรอยู่ ฉะนั้นนักการตลาดที่กำลังมองหาว่าสื่อสาร วางแผนการพูดคุยกับคนกลุ่มนี้อยู่ คงจะได้กรอบไอเดียที่นำไปใช้ได้บ้างนะครับ ติดตามกันต่อว่าครั้งถัดไป #การตลาด3ช่า จะนำเรื่องราวอะไรทางการตลาดมาฝากกันอีกนะครับผม
ขอบคุณข้อมูลจาก http://blog.marketo.com/2016/01/five-things-you-should-know-about-marketing-to-millennials.html
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559
บริษัทแอพแท็กซี่ในอินโดฯ ทดสอบกลิ่น "ดมรักแร้" ก่อนรับทำงาน
บริษัทแอพแท็กซี่ในอินโดฯ ทดสอบกลิ่น "ดมรักแร้" ก่อนรับทำงาน
อีกหนึ่งตัวอย่างที่ #การตลาด3ช่า ขอยกให้ในมุมการต่อยอดบริการในมุมประสบการณ์ดีดีของลูกค้า หรือเรียกว่าตอบโจทย์เพื่อควาทพึงพอใจได้ ด้วยอาชีพที่หลายคนถ้าได้อ่านเนื้อข่าวแล้ว อาจจะรู้สึกสุดแปลก แต่มีจริงขึ้นมาแล้วครับ มาดูรายละเอียดตัวอย่างที่น่าศึกษานี้กันครับ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Uberjek บริษัทรถจักรยานยนต์ออนไลน์ ในประเทศอินโดนีเซีย ผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นที่ใช้เรียกรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์ ผุดไอเดียเพื่อให้ธุรกิจมีความสมบูรณ์แบบ โดยคำนึงถึงกลิ่นกายของผู้ขับขี่สำคัญ จึงมีการทดสอบกลิ่นกายของพนักงาน ก่อนเข้ารับทำงาน เพื่อความพึงพอใจของลูกค้า ทำให้เกิดอาชีพที่เรียกว่า "Sniffer" หรืออาชีพ ดมกลิ่นกาย-รักแร้
Aris Wahyudi ผู้ก่อตั้งบริษัท Uberjek กล่าวว่า "การพูดในที่ๆอับ หรือที่ร้อนระอุ อาจทำให้กลิ่นอันไม่เพิ่งประสงค์ส่งผลกระทบต่อลูกค้า อาจเกิดความไม่ประทับใจ จึงได้เกิดการทดสอบกลิ่มรักแร้ ก่อนเข้ารับการทำงาน"
อาชีพนักดมรักแร้ เป็นอาชีพที่เคยมีอยู่จริงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคนเล่านี้ถูกว่าจ้างจากบริษัทผู้ผลิตโรลออนหรือน้ำยาระงับกลิ่นกายต่างๆ และพวกเขามีหน้าที่ดมกลิ่นกายของผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งการทดสอบนั้นจะทำโดยให้ผู้ทดลองใช้เเต่ละคนทาน้ำยาระงับกลิ่นกายที่รักเเร้เพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างหนึ่งปล่อยตามธรรมชาติ จากนั้นนักดมรักเเร้จะทำการดมเพื่อพิสูจน์ว่ากลิ่นเป็นเช่นไร
Endang Ahmad วัย 37 ปี นักดมกลิ่นตัว-รักแร้ กล่าวว่า "ผมพบคนหลายประเภทที่มีกลิ่มตัวเหม็น ซึ่งผมได้ให้คะแนนผู้สมัครที่ยืนกางแขนอยู่ด้านหน้า และดมกลิ่นเหงื่อหรือกลิ่นรักแร้ ถ้ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เราจะไม่ให้ผ่าน"
หลายบริษัทต่างต้องงัดกลยุทธิ์เพื่อมัดใจลูกค้า ซึ่งอาชีพที่ว่ามานี้ ถือเป็นอาชีพสุดแปลกอาชีพหนึ่ง ที่สามารถสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าได้ดี และถือเป็นการบริการที่สำคัญในการประกอบธุรกิจเช่นคนขับรถให้สำเร็จ เพื่อให้ลูกค้าไว้วางใจ...
ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก www.nationtv.tv/main/content/foreign/378485085/
อีกหนึ่งตัวอย่างที่ #การตลาด3ช่า ขอยกให้ในมุมการต่อยอดบริการในมุมประสบการณ์ดีดีของลูกค้า หรือเรียกว่าตอบโจทย์เพื่อควาทพึงพอใจได้ ด้วยอาชีพที่หลายคนถ้าได้อ่านเนื้อข่าวแล้ว อาจจะรู้สึกสุดแปลก แต่มีจริงขึ้นมาแล้วครับ มาดูรายละเอียดตัวอย่างที่น่าศึกษานี้กันครับ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Uberjek บริษัทรถจักรยานยนต์ออนไลน์ ในประเทศอินโดนีเซีย ผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นที่ใช้เรียกรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์ ผุดไอเดียเพื่อให้ธุรกิจมีความสมบูรณ์แบบ โดยคำนึงถึงกลิ่นกายของผู้ขับขี่สำคัญ จึงมีการทดสอบกลิ่นกายของพนักงาน ก่อนเข้ารับทำงาน เพื่อความพึงพอใจของลูกค้า ทำให้เกิดอาชีพที่เรียกว่า "Sniffer" หรืออาชีพ ดมกลิ่นกาย-รักแร้
Aris Wahyudi ผู้ก่อตั้งบริษัท Uberjek กล่าวว่า "การพูดในที่ๆอับ หรือที่ร้อนระอุ อาจทำให้กลิ่นอันไม่เพิ่งประสงค์ส่งผลกระทบต่อลูกค้า อาจเกิดความไม่ประทับใจ จึงได้เกิดการทดสอบกลิ่มรักแร้ ก่อนเข้ารับการทำงาน"
อาชีพนักดมรักแร้ เป็นอาชีพที่เคยมีอยู่จริงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคนเล่านี้ถูกว่าจ้างจากบริษัทผู้ผลิตโรลออนหรือน้ำยาระงับกลิ่นกายต่างๆ และพวกเขามีหน้าที่ดมกลิ่นกายของผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งการทดสอบนั้นจะทำโดยให้ผู้ทดลองใช้เเต่ละคนทาน้ำยาระงับกลิ่นกายที่รักเเร้เพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างหนึ่งปล่อยตามธรรมชาติ จากนั้นนักดมรักเเร้จะทำการดมเพื่อพิสูจน์ว่ากลิ่นเป็นเช่นไร
Endang Ahmad วัย 37 ปี นักดมกลิ่นตัว-รักแร้ กล่าวว่า "ผมพบคนหลายประเภทที่มีกลิ่มตัวเหม็น ซึ่งผมได้ให้คะแนนผู้สมัครที่ยืนกางแขนอยู่ด้านหน้า และดมกลิ่นเหงื่อหรือกลิ่นรักแร้ ถ้ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เราจะไม่ให้ผ่าน"
หลายบริษัทต่างต้องงัดกลยุทธิ์เพื่อมัดใจลูกค้า ซึ่งอาชีพที่ว่ามานี้ ถือเป็นอาชีพสุดแปลกอาชีพหนึ่ง ที่สามารถสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าได้ดี และถือเป็นการบริการที่สำคัญในการประกอบธุรกิจเช่นคนขับรถให้สำเร็จ เพื่อให้ลูกค้าไว้วางใจ...
ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก www.nationtv.tv/main/content/foreign/378485085/
วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2559
การตลาดเพื่อความยั่งยืน เส้นทางที่คุณคู่ควร
| หลังจากที่ชาว Blog การตลาด3ช่า ได้อ่านตอน การตลาดแบบยั่งยืนสไตล์ญี่ปุ่น กันไปแล้ว (เมื่อวานนี้) เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับไอเดียสุดเจิดเกิดประกาย แพรวพราวดาวลูกไก่ของพี่ยุ่นประเทศนี้ ต้องยกนิ้วให้จริงๆ กับหลากหลายมิติที่มองถึงสินค้าและบริการของเขา วันนี้ผมยังอยากมาต่อเรื่องราวเกี่ยวกับ "การตลาดที่ยั่งยืน" กันต่อดีกว่านะครับ
เคยสังเกตรอบๆตัวกันบ้างหรือเปล่าครับว่า ทำไมบางยี่ห้อ บางสินค้ายังนิยมทำการตลาดในแนวเดิมๆ บางแบรนด์ก็กลับด้านพลิกโฉมโอมมะลึกกึกกึ๋ย เปลี่ยนด้านแบบทีวี 360 องศาก็มี ในขณะที่โลกของการตลาดขยับจาก การตลาด 1.0 ไปเป็น 2.0 และที่มาแล้วคือ การตลาดแบบ 3.0 ที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากขึ้น แล้วแก่นหลักของการตลาดจริงๆ คืออะไรกันแน่อ่ะ??? อะไรที่ทำให้การตลาดอยู่กันได้ยาวยาว ยั่งยืนกันไปเรื่อยๆ เพราะในด้านเศรษฐศาสตร์ก็มีทฤษฎี เศรษฐกิจแบบยั่งยืน (Sustainable Economic) หรือการทำให้ยอดขายโตอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่ได้คิดถึงเฉพาะยอดขายเท่านั้น เราต้องคิดถึงความยั่งยืนในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันด้วย
อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนบอกว่าปวดหัวแล้ว อะไรล่ะที่เป็นการตลาดแบบยั่งยืนจริงๆ มีด้วยหรอ พูดเป็นเล่น หรือมาหลอกกันอ่ะป่าว งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า 3 แนวคิดที่จะทำให้การตลาดอยู่แบบยั้งยืนยงคงกระพันมีอะไรกันบ้าง
ข้อแรก "เอาคนนำ" ในมุมนี้เราต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมของคนแบบ 24 ชั่วโมง แบบบ้านอะคมเดมี่แฟนเทเชียที่ติดกล้องให้เรารู้ทุกความเคลื่อนไหว ทุกจังหวะชชีวิต หรือทุกท้วงทำนองของโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์คนหนึ่งแบบเรื่องจริงตัวจริง เพราะจุดนี้จะเป็นจุดที่จะทำให้เราเข้าใจและรู้ว่า เราสามารถเข้าไปเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับลูกค้า หรือคนที่สนใจผลิตภัณฑ์ของเราได้อย่างไร เริ่มจากการเอาใจใส่เรื่องเล็กๆใกล้ๆตัว จนขยายวงกว้างไปถึงการมอบความรักให้กับแบรนด์ของเรา ฉะนั้นหาจุดจุดนี้ให้เจอเร็วที่สุด ยิ่งเจอเร็วเรายิ่งได้เปรียบนะครับ
ข้อสอง "สร้างให้รัก" หลายคนบอกว่ายุคนี้อาจจะสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาสักอันยากจะตายอยู่แล้ว ไม่ได้เกิดมาหรือโผล่มาให้เห็นได้ง่ายๆ เพราะทุกอย่างรอบตัวแบรนด์ต่างๆ ล้นหลามบานเบอะเยอะแยะไปหมดแล้ว แหม๋ๆ ถ้าคุณคิดแบบนี้อันนี้อยากให้ลองปรับมุมคิดอีกหน่อยว่า ยิ่งมีแบรนด์มากในตลาด เรายิ่งได้เรียนรู้มากตามนะครับ เพราะเราจะได้เจอทั้งสิ่งที่น่าทำ และสิ่งที่ไม่น่าทำจากแบรนด์ต่างๆ นั่นเอง เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็อย่าเพิ่งท้อไปก่อนนะครับ ผมเป็นกำลังใจให้สำหรับแบรนด์ใหม่ๆ ที่เตรียมมาลงสู่สนามรบกัน และอีกข้อที่ต้องย้ำเตือนใส่ไอเดียกันให้เต็มที่ครับ คิดง่ายๆ เหมือนเราทำยำขึ้นมาสักจาน หยิบจับใส่เครื่องเติมรสกันให้แซ่บ แต่จานให้สวย หรือถ่ายรูปให้ดูน่าทาน แล้วเอามาตั้งให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาน้ำลายไหลย้อยคอยที่จะกินให้ได้ แบบนี้แบรนด์คุณก็เริ่มเข้าไปในใจแล้วระดับหนึ่ง
ข้อสุดท้าย "จิตสัมผัส" อันนี้ผมไม่ได้หมายถึงสิ่งที่คุณคิดอยู่ที่ปรากฎในรายการคนอวดผีนะ แต่ผมหมายถึงสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณ หรืออะไรที่เป็นนามธรรมที่ดูเหมือนจะจับต้องไม่ได้ แต่จริงๆแล้วมันมีตัวตนนะครับ อาทิเช่น เวลาคุณไปแช่บ่อน้ำร้อนออนเซนที่ประเทศญี่ปุ่น แช่ไปดูวิวภูเขาไฟพร้อมๆกัน ทั้งๆทีน้ำร้อนมากๆ แค่จะเอาเท้าแหย่ไปข้างเดียวก็สะดุ้งแล้ว แต่พอเรานั่งแช่ไปสักหน่อย เราก็อยู่ได้ยาวเป็นสิบสิบนาที หรือบางคนถึงครึ่งชั่วโมงก็มี เพราะมีบางอย่างที่ทำให้คุณหลงเข้าไปอยู่ในภวังค์อะไรบางอย่างนั่นเอง สิ่งนี้แหละครับ ถ้าสินค้าและบริการของคุณมี จะยิ่งทำให้คุณได้เปรียบกว่าคนอื่น แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ค่อนข้างไม่ง่ายเท่าไร แต่ผมเชื่อว่าคุณๆที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ต้องค้นหาเจออย่างแน่นอนครับ ฟันธง!!!
เป็นอย่างไรบ้างครับ กับ 3 แนวทางที่จะสร้างการตลาดแบบยั่งยืนในอีกมุมหนึ่ง ใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ผมมีอีกหนึ่งคำแนะนำดีดีมาให้ คุณลองนึกถึงร้านอาหารที่คุณชอบไปบ่อยๆ หรือโรงแรมที่คุณต้องไปพักประจำ หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวที่คุณโปรดปราน สิ่งเหล่านี้ที่ยกตัวอย่างไป มีอะไรบางอย่างที่รอให้คุณกลับไปสัมผัส และค้นหามนต์เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่เสมอ เพราะไม่อย่างงั้นคุณไม่ยอมไปเป็นครั้งที่ 2 หรอกครับ จริงมั้ย??? แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้านะครับ
|
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558
"ทอยลูกเต๋า⚂...ตกช่องงูซะอย่างงั้น"
ทุกคนน่าจะเคยเล่นเกมกระดานสุดฮิตอย่างเกมบั นไดงูใช่มั้ยครับ เกมที่จุดหมายเพื่อไปให้ถึง เส้นชัยก่อนคนอื่นๆ ที่ร่วมเล่นในรอบวงด้วยกัน
มาทวนกติกามารยาทการเล่นกัน หน่อยดีกว่า ตัวช่วยที่ทำให้ถึงเร็วขึ้น คือ บันได ตกช่องนี้ก็จะได้เลื่อนไปช่ องที่สูงกว่าหรือบนกว่า
ส่วนตัวไม่ช่วยก็คือเจ้างูท ี่ชอบพาดตัวเลื้อยยาว พอตกช่องนี้มีแต่ร่วงกราวเล ยครับพี่น้อง
ผมไม่ได้พาทุกคนมาเล่นเกมบั นไดงูธรรมดานะครับ อยากให้ทุกคนลองมองตามผมว่า ถ้าในเกมผู้เล่นบันไดงูของพ วกเรามีผู้เล่น 4 คน จะมีเพียงแค่ 1 คนเท่านั้นที่ถึงเส้นชัยก่อน
แล้วถ้าในเกมมีคนเล่น 6 คนพร้อมกัน เช่นเดิมก็จะมีเพียง 1 คนที่ถึงช่อง Finish หรือเส้นชัยก่อนเสมอ
ก็เหมือนการซื้อของจริงๆ ล่ะครับ มีคนหลายคนสนใจเข้ามาหลากหล าย แต่จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั ้นที่เลือกซื้อของคุณนะ
มาทวนกติกามารยาทการเล่นกัน
ส่วนตัวไม่ช่วยก็คือเจ้างูท
ผมไม่ได้พาทุกคนมาเล่นเกมบั
แล้วถ้าในเกมมีคนเล่น 6 คนพร้อมกัน เช่นเดิมก็จะมีเพียง 1 คนที่ถึงช่อง Finish หรือเส้นชัยก่อนเสมอ
ก็เหมือนการซื้อของจริงๆ ล่ะครับ มีคนหลายคนสนใจเข้ามาหลากหล
สิ่งที่ผมอยากเปรียบให้ดูคื
☞เกมบันไดงู = เส้นทางที่คนคนหนึ่งต้องเดิ
☞ผู้เล่นในเกม = ตัวคนที่สนใจ ในผลิตภัณฑ์ของคุณเอง หรือ Potential Lead
☞ช่องเส้นชัย = จุดที่คนที่สนใจ ผลิตภัณฑ์ตัดสินใจซื้อ หรือจ่ายเงินให้คุณ
☞ช่องบันได = ตัวช่วยหรือตัวกระตุ้น ให้คนที่สนใจตัดสินใจได้เร็
☞ช่องเจ้างู = ตัวฉุดรั้งให้คนที่สนใจไปไม
สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือให้คุ
ตอนต่อไปผมจะมาแนะนำต่อว่า เราเขียนเส้นทางบันไดงูของค
ชอบไม่ชอบบทความนี้อย่างไรแ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











