แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอเดีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอเดีย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

ขายสินค้าออนไลน์ ดีจริงหรอ ชั่วร์หรือมั่ว???

เมื่อตอนต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมได้มาเล่าเรื่อง 3 ข้อที่ควรรู้ก่อนเปิดร้านขายของบนโลกออนไลน์ไป มีคำถามเข้ามาทางอีเมลมาถามว่า...

"จากที่อ่านได้บทความ 3 ตอนต่อของพี่ไปแล้ว หนูยังไม่แน่ใจว่าควรจะเปิดร้านขายบน Social ดีหรือเปล่าคะ??? พี่ช่วยบอกหน่อยว่าควรตัดสินใจยังไงดี"

ถ้าอย่างงั้นมาดูข้อเด่น และข้อที่ต้องใส่ใจเพิ่มเติมของการเปิดร้านขายของแบบยุคนี้กันดีกว่า แต่อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ทุกอย่างบนโลกนี้มีทั้งสองมุม ฉะนั้นผมเสนอทั้งมิติที่น่าสนใจ และน่าต้องระวังสำหรับให้คุณๆ ได้ตัดสินใจดูว่าโดนใจหรือยังนะครับ


ข้อที่น่าสนใจของการเปิดร้านขายของออนไลน์ จัดให้เลยครับทั้งหมด 7 ข้อ ดังนี้
  1. เปิดร้านขายสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง แบบเดียวกับ 7-11 ที่ไม่มีเวลาปิดนะครับ (หรือถ้าบางคนไม่สะดวกเปิดตลอดทุกเวลา ก็สามารถตั้งเวลาเปิดปิดร้านได้) และไม่ต้องมีหน้าร้านจริงๆ ก็ขายสินค้าได้
  2. มีการลงทุนเริ่มต้นน้อยกว่า เพราะไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ที่มีโอกาสถูกบ้าง หรือแพงบ้าง ไม่ต้องเสียค่าตกแต่งร้านให้สวยงามอร่ามหรู ประหยัดการจ้างงาน ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานขายของมากมายจนเกินไป
  3. สินค้าที่คุณขายกระจายได้ไปทั่วประเทศไทย หรือทั่วโลกเลยก็ได้ แบบคุณไม่ต้องร้องเร่แห่แหนไปทุกจังหวัดนะครับ เพียงใช้สื่อออนไลน์ให้ได้ประโยชน์สูงสุดครับ
  4. มีระบบการจัดการร้านที่ดี อันนี้รวมไปถึงระบบการชำระเงินได้หลายรูปแบบ เช่น หักเงินบัตรเครดิต, Mobile Banking, Paypal ฯลฯ
  5. เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าได้มากกว่า 1 กลุ่ม
  6. เราพูดคุยกับลูกค้าได้โดยตรงเลย ถ้าลูกค้าสนใจจะติดต่อเข้ามา เพื่อสอบถามสิ่งต่างๆ คุณเองก็สามารถแนะนำเพิ่มเติมข้อมูลต่างๆ ได้อีกด้วย
  7. มีช่องทางปล่อยของหลากหลาย ลองดูรอบตัวคุณครับ สื่อออนไลนืแทบจะกระแทกหน้าเราอยู่ทุกวันเลย ตั้งแต่ facebook, line, instgram, website, pinterest, อีเมล และอื่นๆ เราไม่ต้องใช้หมดนะครับ แต่เรื่องอันที่เหมาะกับคุณที่สุด ผมแนะนำว่าอย่างน้อยมีสัก 2 ช่องทาง เพื่อไว้เป็นแนวทางสำรองนะครับ

แนะนำข้อน่าโดนใจไปแล้ว 7 มุมมองแล้ว ขอพลิกมุมกลับมาอีกด้านหนึ่ง กับ 5 ข้อที่คุณต้องใส่ใจเป็นพิเศษถ้าจะเปิดร้านขายของออนไลน์นะครับ มาดูกันดีกว่ามีอะไรบ้าง
  1. อัตราการแข่งขันสูงลิ่วจริงๆ สำหรับธุรกิจแนวนี้ เพราะด้วยความสะดวกในการเปิดร้าน และใครๆ ก็อยากมีรายได้เสริมเพิ่มเติม หนึ่งแนวทางที่เลือกกัน คือการเปิดขายของผ่าน Social แหละครับ
  2. หลายๆ รูปแบบร้านค้าที่เปิดให้ใช้บริการตามเว็บต่างๆ ซึ่งเป็นแบบพื้นฐานที่กำหนดเอาไว้ ถ้าคุณอยากปรับเปลี่ยนอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือต้องอาศัยเทคนิคทางคอมพิวเตอร์มาเขียนโปรแกรม หรือแม้แต่ถ้าอยากมีเว็บของตัวเองเลย ก็ต้องใช้ความรู้ทางด้านภาษาคอมพิวเตอร์มาเพิ่มเติม (ซึ่งผมเองก็ไม่มี 555)
  3. การเปิดร้านค้าขึ้นมา คุณต้องมีเวลาให้กับร้านของคุณด้วยนะครับ เพราะคือแหล่งทำมาหากินของคุณหนึ่งแหล่งเลย ไม่ใช่เปิดร้านมาแล้วมาปล่อยทิ้งร้าง ไม่ได้เข้ามาเติมแต่งให้สวยงามน่ามองเลย ขยันหมั่นมาอัพเดทบ้างนะครับ
  4. จากข้อแรกที่บอกไปว่าปริมาณร้านค้าเยอะมาก คุณจะทำยังไงให้ร้านของคุณกลายเป็น คืนพิเศษคนพิเศษที่โดดเด้งเห็นชัดขึ้นมา หนึ่งกระบวนท่าที่ต้องทำ คือ การโปรโมทสินค้าให้เป็นที่รู้จัก บางคนอาจจะฝากร้านกับเพื่อนๆ ที่ให้ช่วยบอกต่อ หรือแชร์เพจใน facebook หรือถ้ามีสตางค์ก็อาจเป็นการซื้อโฆษณาโปรโมท (ลองอ่านตอนก่อนหน้านี้ ที่นี่ครับ ว่ามีอุปกรณ์ช่วยเราโปรโมทได้อย่างไรบ้าง)
  5. ข้อจำกัดของเวลาต่างๆ เช่น ลูกค้าต้องการให้ตอบข้อความในระยะเวลาอันสั้น, เช็คเงินค่าโอนสินค้าว่าได้หรือยัง, อยากได้สินค้าใน 3 วันเราก็ต้องส่งแบบ EMS ให้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างกับการซื้อของตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าปกติทั่วไป ที่จ่ายเงินซื้อแล้ว จับต้องสินค้าได้ทันทีนะครับ

เป็นยังไงบ้างครับกับทั้งสองด้านของความน่าสนใจ และสิ่งที่ต้องใส่ใจสำหรับการต้ดสินใจเปิดร้านขายของออนไลน์ ที่ผมชี้ประเด็นให้เห็นทั้งหมด เพราะว่าเราควรรู้ข้อมูลให้ครบทุกด้านก่อน เพื่อใช้ตัดสินใจที่ชัดเจนมากขึ้นนั่นเอง เห็นข้อที่ต้องระวังอย่าเพิ่งไปกลัว จนไม่กล้าเปิดร้านนะครับ ลองมองกลับดูว่าถ้าเรารู้เหตุการณ์ล่วงหน้าแบบนี้แล้ว ก็หาวิธีมาป้องกัน หรือจัดระเบียบกันล่วงหน้าไปเลย เพื่อความสบายใจแบบเจ้าของร้านอย่างคุณ และลูกค้าที่น่ารักของคุณด้วยนั่นเองครับ แล้วเจอกันใหม่ในตอนหน้านะครับ...

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก Google ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

รู้ 3 ข้อนี้ก่อน ค่อยเปิดขายของออนไลน์ ภาค 3

จาก 2 ตอนที่ผ่านมาคุณๆ ได้รู้จักถึง 2 ส่วนแรกของการทำการช้อปปิ้งออนไลน์แล้ว นั่นคือ Online Trend และ Online Marketplace ผมรู้แล้วว่าคุณอยากรู้ส่วนสุดท้ายแล้ว งั้นมาเริ่มกันดีกว่าครับ

วันนี้มาต่อส่วนที่ 3 กันเลย ก็คือกระบวนการทำการตลาดออนไลน์ (Online Marketing) นั่นเองครับ การทำให้ร้านของเรา หรือสินค้าของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น เข้าไปถึงกลุ่มคนที่เราคาดการณ์เอาไว้ได้ในเวลาระยะเวลาอันสั้นกระจิดริด รวดเร็วสุดสุด วิธีที่น่าสนใจสำหรับแนวทางที่อยากจะไป ก็คงหนีไม่พ้นการทำการตลาดในโลกออนไลน์นั่นเอง คำถามที่จะตามมาแบบทันทีในหัวของทุกคนก็คือ แล้วเจ้า Online Marketing ที่เขาทำกันเยอะแยะตาแปะไก่เนี่ย ทำที่ไหน และทำยังไงล่ะ วันนี้ผมรวบตึงมาให้ 8 วิธีครับ มาลองดูกัน

วิธีที่ 1 ฝาก Banner กับที่ต่างๆ ขึ้นชื่อมาแนวโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจช่วงเทศกาลหยุดยาวยังไงก็ไม่รู้ แต่จริงๆแล้วคนละเรื่องกันครับ #การตลาด3ช่า ขอเรียกวิธีนี้ว่า "แปะป้ายโฆษณาบนโลกอินเตอร์เน็ต" หรือถ้าใครยังคิดภาพตามไม่ออก ให้นึกเวลาดูรายการทีวีแล้วเป็นช่วงลุ้นเปิดป้าย แล้วสารพัดป้ายยี่ห้อต่างๆ มาโผล่ให้เราเห็นนั่นเอง การทำโฆษณา Banner ลักษณะนี้จะไปอยู่ตามเว็บต่างๆ ที่มีโครงสร้างเปิดพื้นที่ให้เอาป้ายโฆษณาสินค้าและบริการต่างๆ มาลงได้ โดยมีการเก็บค่าลงพื้นที่มากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่จำนวนคนที่เขข้ามาดูเว็บนั้นๆ และตำแหน่งที่คุณจะเอาป้ายไปวางไว้

วิธีที่ 2 การทำ Blog หรือ Website ขึ้นมา เราสร้างบ้านของเราขึ้นมา เพื่อให้คนที่สนใจที่ได้เข้ามาอ่านสามารถเห็นข้อมูลต่างๆ ได้ครบถ้วน พร้อมกันสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้ด้วย ในที่สุดคุณอาจจะสร้างกลุ่มคนที่ชอบผลิตภัณฑ์ของคุณขึ้นมาในเว็บนี้ก็เป็นได้ เรียกว่ากระบวนท่านี้เป็นที่ปล่อยของได้แบบเต็มๆ ไม่ต้องกั๊กเลยครับ เพียงแต่ว่าคุณต้องให้ข้อมูลที่ผู้สนใจอยากอ่าน เพื่อใช้ตัดสินใจในการซื้อสินค้าของคุณ อีกอย่างที่อยากให้ทำ

วิธีที่ 3 การส่ง SMS อีกหนึ่งวิธีสุดฮิตที่นิยมทำกันมากๆ คือการส่งข่าวสารผ่านทาง SMS แนวทางนี้ไม่ยากครับ แต่ขอให้คุณมีเบอร์มือถือของกลุ่มเป้าหมายของร้านค้าคุณเท่านั้นเอง แต่ช้าก่อนอุปสรรคของวิธีนี้ก็มีอยู่ 2 เรื่อง คือ เดี๋ยวนี้ผู้ให้บริการมือถือมีสั่ง Block SMS ประเภทแนวรบกวนมารักกัน เอ๊ย!!! รบกวนหรือก่อกวนผู้ใช้มือถือได้ และอีกเรื่องการส่ง SMS มีข้อจำกัดของตัวอักษร ดังนั้นแล้วต้องสื่อสารให้สั้นและกระชับเพื่อความเข้าใจด้วยนะครับ



วิธีที่ 4 Social Network สังคมออนไลน์สามารถเข้าถึงผู้คนได้หลากหลาย การทำโฆษณาลักษณะนี้นิยมใช้ในการสร้างแบรนด์ขึ้นมา อิทธิพลของสื่อนี้จะทำให้เกิดการบอกต่อกันปากต่อปากของคนที่ได้เห็น หรือเรียกว่า Viral Marketing นั่นเอง

วิธีที่ 5 การสร้าง Clip ที่น่าสนใจ ไม่ใช่ Clip แนวไม่พึงปรารถนานะครับ สิ่งที่เราสร้างขึ้นมานี้มีจุดประสงค์ เพื่อให้ภาพลักษณ์ของร้านค้าเรา หรือยี่ห้อของเรา รวมไปถึงสินค้าของเราออกมาน่าสนใจนะครับ ดังนนั้นอีกหนึ่งวิธีในการสื่อสารนอกจากจะสื่อสารเป็นตัวหนังสือย่างเดียว การทำออกมาเป็นสื่อผสมระหว่างภาพและเสียงก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางน่าสนใจเช่นกันครับ โดยคุณอาจจะเอา Clip ไปฝากไว้ที่ Youtube แล้วเอา Link ไปไว้ในเว็บของคุณ หรือ Social Network ของคุณได้ด้วย

วิธีที่ 6 การทำ SEO (Search Engine Optimization) อธิบายสั้นๆว่า เวลาเราไปหาอะไรในพี่ Google แล้ว ขอให้สิ่งที่ลูกค้าเห็นจากการค้นหาในหน้าแรกเป็นของเรานั่นเอง ย้ำว่าหน้าแรกนะครับ ไม่ใช่เห็นเราในหน้าที่ 2 เป็นต้นไป ทำไมถึงบอกแบบนั้นล่ะ คิดง่ายๆ ครับ เวลาคุณเองเกิดอยากหาอะไรใน Google แล้ว คุณเคยคลิกไปหน้าที่ 2 บ้างกันหรือเปล่า นั่นแหละครับ พฤติกรรมแบบนี้คนอื่นก็เป็นเหมือนกันครับ ฉะนั้นอยู่ในหน้าแรกได้เปรียบกว่าครับ แต่กระบวนการจะได้มากับเจ้าสิ่งนี้ บอกได้เลยว่าค่อนข้างซับซ้อนซ่อนเเงื่อนเฉือนอารมณ์ยิ่งกว่าซีรี่ส์เกาหลีอีก เพราะท่านพี่ Google ก็มีความขยันหมั่นเพียรในการเปลี่ยนกติกาอยู่บ่อยๆ ดังนั้นอาจจะต้องจับตามองแบบทุกระยะเลยครับ



วิธีที่ 7 Google Adwords จัดอยู่ในรูปแบบของ Pay Per Click (เรียกสั้นๆ ว่า PPC) คือจ่ายเงินเมื่อมีการคลิกเข้าไปดูโฆษณาของคุณเท่านั้น วิธีนี้ดีตรงที่ทำให้เรารู้ว่าคนที่คลิกเข้าไปเป็นคนที่สนใจสินค้าหรือบริการของเราแน่นอน ถึงจะอ่านข้อความโฆษณาของเราแล้วคลิกไปดูโฆษณาที่จะขึ้นอยู่บริเวณด้านขวา หรือใต้กล่องข้อความที่ค้นหา ในหน้าผลการค้นหาของ Google สิ่งที่ประเสริฐเลิศล้ำของกระบวนท่านี้ คือ ทำได้เองโดยใช้เวลาไม่นาน สามารถกำหนดรูปแบบบให้เห็นเฉพาะพื้นที่ หรือกำหนดเวลาแสดงผลได้ และถ้าไม่มีคนคลิกก็ไม่ต้องเสียเงินครับ

และวิธีสุดท้ายลำดับที่ 8 การทำ Line@ หรือ Line Official Account อีกหนึ่งเทรนด์ใหม่ที่มาแรงแหวกทุกโค้งมาเลยครับในขณะนี้ เนื่องจาก Line@ ถูกพัฒนามาจากพื้นฐานการ Chat คุยกันของ Line ที่คนไทยใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ความพิเศษที่มากกว่าการเป็น Line ธรรมดา ผมลองนำมาเสนอแค่บางส่วนให้เห็นภาพกันนะครับ เช่น สร้างคูปองให้กับคนที่ติดตามผลิตภัณฑ์ของเรา เก็บแบบสอบถามความต้องเพื่อรู้ความต้องการของลูกค้าเราได้ ตั้งข้อความตอบกลับอัตโนมัติเวลามีคนส่งมาตรงกับ Keyword ที่เราวางไว้ และสามารถส่งข้อความครั้งเดียวให้กับทุกคนได้เลยจ้า ตอนนี้มีแบบใช้ฟรี และเสียสตางค์ แต่แน่นอนครับของฟรีก็มีข้อจำกัดในบางอย่าง ลองมองทางเลือกนี้ไว้เป็นอีกแนวทางแล้วกันนะครับ

ก่อนจากไปจากตอนไตรภาคเกี่ยวกับ Online Shopping นี้ ผมขอบอกก่อนนะครับว่า ไม่ได้ให้คุณทำทั้ง 8 กระบวนท่าครบถ้วนที่บอกกันมาในตอนนี้ จริงๆ ยังมีอีกหลายวิธีที่ไม่ได้ยกมาเล่าสู่กันฟัง คุณเองเท่านั้นที่เป็นคนตัดสินว่าชอบวิธีการไหน หรือทำอะไรคู่ควบรวบกับอะไรบ้าง เพื่อให้ตอบเป้าหมายทางการตลาดที่สูงสุดของร้านค้าคุณนั่นเอง 

ท้ายสุดนี้ ผมขออวยพรให้ทุกท่านที่อยากจะลองดำเนินการหารายได้หลัก หรือรายได้เสริมจากผ่านการขายของออนไลน์ โชคดีมีรายได้กันตลอดเวลา เฮงๆ รวยๆ นะครับ

ขอบคุณรูปภาพจาก Google ครับ

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

รู้ 3 ข้อนี้ก่อน ค่อยเปิดขายของออนไลน์ ภาค 2

มาถึงข้อที่ 2 กันแล้วกับการขายของบนออนไลน์ จะทำยังไงดีหลังจากที่เรามีของจะเริ่มจำหน่ายแล้ว งั้นก็คงต้องหาที่ปล่อยของให้เกิดรายได้ สถานที่ปล่อยของของคุณ ตอนนี้ในประเทศเรามีมากมายจริงๆครับ มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน อันนี้ก็แล้วแต่ใครชอบแบบไหน สามารถเลือกได้ตามอัธยาศัยเลยครับ (อันนี้ขอไม่ชี้นำทางความคิดนะครับ) แล้วทำไมการเปิดหน้าร้านออนไลน์จึงน่าสนใจล่ะ??? มุมนี้น่าคิดครับ เพราะหลายคนที่มีหน้าร้านแบบร้านมีตัวตนจริงๆ ไปเยี่ยมชมจับต้องสินค้าได้ คงครุ่นคิดอยู่ 



ผมมีข้อสรุปมาเสนอให้ว่า "ทำไม Online Marketplace จึงน่าสนใจ" กับ 3 ข้อด้านล่างนี้ครับ

ข้อแรก ประหยัดต้นทุนในภาพรวมทั้งหมดครับ เพราะว่าคุณไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ตามที่ต่างๆ ไม่ต้องจ้างใครมาช่วยเฝ้าร้าน ไม่ต้องเดินทางไปมาร้านกับบ้านคุณทุกๆ วัน เช้าไปเย็นกลับ รวมถึงต้นทุนด้านเวลาของคุณด้วย เพราะขายของในเวลาใดก็ได้ เป็นการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตที่คุณจะอยู่เหนือล่องใต้ก็ติดต่อกันได้หมดเลย และสั่งซื้อสินค้าในเวลาอันสั้นหรือไม่กี่คลิกนั่นเอง



ข้อสอง สะดวก แสนง่าย เปิดกันแบบ 24 ชั่วโมง ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาหาร้านคุณได้ตลอดเวลา
ตั้งแต่เช้า, สาย, บ่าย, เย็น, Prime Time หรือแม้แต่ยาม Time ก็เช่นเดียวกันครับ เรียกว่าถูกใจชิ้นไหนก็หยิบจับใส่ตะหร้ากดจ่ายเงินกันได้ตลอดเวลาจริงๆ หรือบางร้านก็มีให้เชื่อม Facebook หรือ Line เพื่อให้ทักทาย Say Hello กับเจ้าของร้านได้โดยตรง เพื่อขอสอบถามเพิ่มเติมอีกหน่อย ก่อนจะตัดสินใจครั้งสุดท้าย หรือคุณลูกค้าขอต่อราคาสักนิด A Little Bit A Little More เพื่อเป็นสีสันก็ไม่ว่ากันะครับ

ข้อสาม เป็นการสร้างมูลค่าใหม่ๆ ได้ อย่างที่รู้กัน อะไรๆก็ขายบนโลกออนไลน์ได้ ทั้งของที่จับต้องได้ หรือจับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้ เอิ่ม ไม่ใช่รายการอวดสิ่งเร้นลับนะครับ ผมหมายถึงความรู้หรือการสัมมนานั่นเอง หรือถ้าใครมีของเต็มบ้านแล้ว อยากจะจัดระเบียบแล้วของเราคุณภาพดีอยู่จริงๆ ตลาดปล่อยของมือ 2 ก็ยังมีให้เข้าไปเสนอขายได้เช่นกัน

เห็นมั้ยครับว่าแค่ 3 ข้อนี้ก็ทำให้การเปิดร้านค้าขายของบนอินเตอร์เน็ตน่าสนใจขึ้นมาแล้ว ผมกลัวคนอ่านจะหมดแรงแล้วเป็นลมไปเสียก่อน วันนี้ขอพอเท่านี้ก่อน ตอนหน้าผมจะมาต่อข้อสุดท้าย ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการขายของออนไลน์ นั่นคือ การทำการตลาดออนไลน์ให้ทราบกันต่อ อย่าลืมติดตามมาอ่านกันนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปาท่องโก๋มังกรขายช่วงตรุษจีนต้องต่อคิวซื้อวันละ 100 ตัว

สภาพอากาศที่หนาวเย็นอีกระลอกทำให้เจ้าของร้านปาท่องโก๋ ดีกรีปริญญาโท ทำปาท่องโก๋สัตว์ประหลาดขายที่เชียงใหม่ขายดิบขายดี โดยเฉพาะปาท่องโก๋มังกรในช่วงเทศกาลตรุษจีน นักท่องเที่ยวจีนแห่ถ่ายภาพ
ฮือฮา! พ่อค้าดีกรี ป.โททำปาท่องโก๋มังกรขายช่วงตรุษจีนต้องต่อคิวซื้อวันละ 100 ตัว

ที่จังหวัดเชียงใหม่จากสภาพอากาศที่หนาวเย็นระลอกใหม่ และอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ร้านปาท่องโก๋ สัตว์ประหลาด ยามเช้า บริเวณซอยข้างตลาดวโรรส ในตัวเมืองเชียงใหม่ หรือร้านโกเหน่ง มีลูกค้าทั้งคนไทย และชาวจีนมานั่งอุดหนุนกันจำนวนมากจนไม่มีที่นั่งต้องยืนรอ สาเหตุที่มีคนรอซื้อจำนวนมากเพราะร้านปาท่องโก๋ที่นี่ทำปาท่องโก๋แปลกจากร้านอื่นทั่วไป มีการนำแป้งมาปั้นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ขายรวมกับปาท่องโก๋ทั่วไปด้วยพร้อมกับน้ำเต้าหู้ ทำให้เป็นที่รู้จักและขายดี และในช่วงนี้เป็นเทศกาลตรุษจีน มีลูกค้ามาสั่งซื้อปาท่องโก๋สัตว์ประหลาดจำนวนมากจนทอดไม่ทัน ทำให้ลูกค้าต้องรอคิวนานไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง มีทั้งนั่งรับประทานที่ร้านและซื้อกลับบ้าน

ฮือฮา! พ่อค้าดีกรี ป.โททำปาท่องโก๋มังกรขายช่วงตรุษจีนต้องต่อคิวซื้อวันละ 100 ตัว

โกเหน่งเจ้าของร้าน ดีกรีจบปริญญาโท บอกว่าช่วงนี้น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ขายดีมากประกอบกับเป็นช่วงตรุษจีน ปาท่องโก๋สัตว์ประหลาดขายดีวันละกว่า 100 ตัว โดยเฉพาะมังกรขายดีที่สุดทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนแวะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้วย ปาท่องโก๋มังกรขายตัวละ 30 บาท ส่วนไดโนเสาร์ตัวละ 20 บาท และโอกาสช่วงเทศกาลตรุษจีนได้มีการแจกพวงกุญแจรูปปาท่องโก๋ให้แก่ลูกค้าด้วย 

ฮือฮา! พ่อค้าดีกรี ป.โททำปาท่องโก๋มังกรขายช่วงตรุษจีนต้องต่อคิวซื้อวันละ 100 ตัว

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ต่อยอดธุรกิจให้น่าสนใจมากขึ้น จากปาท่องโก๋ที่เราเห็นกันทุกๆวันก็กลายเป็นของที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพียงแค่ใส่รายละเอียดลงไปนะครับ แล้วธุรกิจของคุณล่ะ ได้ลองใส่อะไรลงไปหน่อย หรือปรับเสริมเพิ่มแต้มสีสัน ก็สามารถเปลี่ยนเป็นหนึ่งผลงานสร้างสรรค์ที่ทำให้ได้รายได้เพิ่มขึ้นได้นะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000013585

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วาดรูปจนได้เรื่อง!!!

วาดรูปจนได้เรื่อง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เป็นความจริงของหญิงสาว 2 คน ที่ค้นพบว่าภาพวาดของเธอนั้นมีคุณค่าทางใจมากกว่าสายตามองเห็น
สาลินี รัตนชัยสิทธิ์ นักวาดภาพประกอบอิสระ ในนามของ CyranoDesign
กว่าจะมาเป็น คุณสา ที่มีคนมาเข้าคิวจองให้เธอวาดรูปเหมือนบนเคสโทรศัพท์มือถือและผ้าพันคอ ซึ่งเปิดรับคิวปีละ 2 ครั้งทางอินสตราแกรม Cyrano Design (เดิมใช้ชื่อว่า Cyrano de Salinian)
สาเล่าว่าชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ วาดมาเรื่อยๆไม่ได้คิดว่าจะเรียนต่อหรือทำงานทางด้านศิลปะแต่อย่างใด เพราะชื่นชอบการแสดงมากกว่า ครั้นได้เข้ามาเรียนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้ได้ใช้ฝีมือในการออกแบบฉากบ้างตามสมควร
“ตอนเรียนอยู่ปี 3ไปทำงานองค์การนักศึกษา มีโอกาสไป 3 จังหวัดชายแดน ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากทำงานเป็นปากเป็นเสียงให้กับสังคมพอดีกับอ่านจากหนังสือพิมพ์ว่ารายการตาสว่าง ของพี่ดู๋ (สัญญา คุณากร) เปิดรับคน เลยเข้าไปสมัครและได้ทำงานที่รายการตาสว่าง ตอนนั้นรู้แค่ว่าเราจะได้นำเรื่องราวในสังคมมาบอกเล่ากับผู้คน พอเข้าไปทำจริงต้องมีความบันเทิงเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเรียนมาพอดี แม้ไม่ได้เรียนมาโดยตรง
ทำงานเป็นครีเอทีฟรายการตาสว่าง จนรายการปิดตัวลง ย้ายมาเป็นครีเอทีฟรายการที่นี่หมอชิต ระหว่างนั้นก็วาดภาพ ประดิษฐ์ของเล่นให้เป็นของขวัญวันเกิดอยู่เรื่อยๆ จนมีอินสตราแกรม โพสต์ภาพวาดลงไป มีคนมากดไลค์ แรกๆเป็นเพื่อน เป็นญาติกันเอง ต่อมากลายเป็นมีคนไม่รู้จักมากดไลค์เรื่อยๆ เวลาเราโพสต์ไปก็ทำให้มีคนรู้จักลายเส้นของเรามากขึ้น”
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อสาวาดรูปเหมือนให้กับ นุ่น - วรนุช ภิรมย์ภักดี
“พอคนเห็นผลงานของเราผ่านไอจีพี่นุ่นเขาก็เริ่มมาตามไอจีเรา ต้องขอบคุณพี่นุ่นด้วย ตอนนั้นไม่ได้คิดอยากทำอะไร แค่ชอบวาดรูปต่อไปเรื่อยๆ ช่วงนั้นเริ่มใช้ไอโฟน ต้องหาเคส ใช้อะไรดี ไม่อยากเหมือนใคร วาดรูปใส่กระดาษ ซื้อเคสใสหน้าตึกแกรมมี่เอามาแปะกัน ตอนนั้นทำให้พี่นุ่นด้วยเพราะว่าเราเคยวาดรูปพี่นุ่นแล้ว ลองทำเคสเป็นรูปพี่นุ่นเลยดีกว่า ปรากฏว่าเขาชอบมาก ถ่ายรูปไปลงไอจีอีก คราวนี้มีคนชอบถามมาเรื่อยๆ เพื่อนๆก็เชียร์ว่าให้ทำเป็นงานอดิเรก หนูก็โอเค รับวาดแต่ว่ารับจำนวนจำกัดเท่านั้นนะคะ
หนูบอกว่าหนูทำงานประจำนะ กติกาของหนู บอกว่าวันนี้เปิดรับจอง บอกล่วงหน้าทางไอจีหนึ่งวันว่าพรุ่งนี้จะเปิดรับจองนะ ประมาณ 50 คิว มาลงชื่อ เต็มแล้วจะปิดรับ จะทำตามลำดับคิว ต้องเป็นลูกค้าที่รอได้นะเพราะว่าเราไม่ได้มีเวลาวาดตลอด พอเราเปิดรับ คนมาจองครบ ก็จะบอกว่า รบกวนรอปีหน้า ลูกค้าที่ไม่ทันก็บ่นว่าอยากได้ๆ แต่ก็รอปีหน้าทำไปทีละคิว คนสุดท้ายรอหกเดือน”
จากวาดรูปใส่กระดาษแปะกับเคสพลาสติกใส สาติดต่อซัพพลายเออร์พิมพ์ภาพที่เธอวาดลงในเคสโทรศัพท์อย่างดี ในราคาเริ่มต้น 1,850 บาท สำหรับเคสโทรศัพท์หนึ่งเดียวในโลกที่ไม่เหมือนใครและที่สำคัญเป็นรูปวาดของคุณที่มีสไตล์ชวนมอง
เมื่อมีเคสโทรศัพท์แล้ว สาวๆก็อยากจะมีผ้าพันคอเป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน คราวนี้งานอดิเรกชักเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับเมื่อมีคนเห็นลายเส้นของเธอมากขึ้นก็ชวนไปวาดรูปผนังรีสอร์ท และร้านอาหารหลายๆแห่ง
จนมาถึงวันที่เธอคิดว่าคงต้องลาออกจากงานประจำ มาทำงานอดิเรกอย่างจริงจัง พร้อมกับพัฒนาผลงานศิลปะด้วยการสร้างแบรนด์ เดิมใช้นามปากกาบนภาพว่า Cyrano de Salinian ซึ่งหลายคนบอกว่าอ่านยาก สมัครใจเรียกเคสคุณสามากกว่า มาปรับเป็น Cyrano Design สร้างสรรค์เคสลวดลายในสไตล์ของเธอออกมาเป็นเคสโทรศัพท์ ผ้าพันคอ เข็มกลัด หมอนอิง และกระเป๋าผ้า โดยมีช่องทางขายหลักทางไอจี Cyrano Design “วาดรูปไปเรื่อยๆ บางครั้งเคยคิดจะเลิกรับวาดเฉพาะส่วนบุคคล เพราะพอมาทำงานจริงจังบางครั้งเราก็เหนื่อยบ้าง เครียดบ้าง แต่พอได้รับฟีดแบ็คจากลูกค้า ภาพที่เราวาดไปเป็นภาพที่มีความหมายสำหรับเขา เป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่ทำให้เฉพาะคนๆนั้น เราก็รู้สึกปลื้มมาก
มีลูกค้ารายหนึ่งเป็นเป็นตำรวจอยากทำผ้าพันคอให้แฟน ทีแรกต้องส่งไปสมุย วันนึงเขามาบอกว่าไม่ต้องส่งไปสมุยแล้ว เพราะว่าแฟนขึ้นมาผ่าตัดที่กรุงเทพฯ คือไม่ได้ร้ายแรง แต่กลายเป็นว่าเขาจะต้องมาเลี้ยงฉลองวันครบรอบแต่งงานที่โรงพยาบาลแทน
วันนั้นคุณตำรวจพาวงดนตรีเล็กๆที่เคยไปเล่นงานแต่งงานมาบรรเลงในโรงพยาบาล มีของขวัญเป็นผ้าพันคอที่สาวทำวางอยู่บนเตียง บางทีเราคิดว่าเราแค่วาดรูปให้เขา มันเป็นของสำคัญสำหรับเขา
บางครั้งเราคิดว่าเป็นงานวาดรูปที่ทำไปเรื่อยๆ แต่งานของเราทุกชิ้นมันมีความหมายสำหรับเขามาก ได้เห็นสิ่งที่คุณตำรวจคนนี้ทำให้ภรรยาได้เห็นภาพและข้อความที่เขาพิมพ์บอกเรามายิ่งทำให้เรารู้สึกว่าถ้าเราหยุดรับคงไม่ได้ ในเมื่องานของเรามีความหมายต่อผู้อื่น เราจงทำต่อไป” สาลินี ตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง
ได้วาดรูปที่ชอบถือเป็นความสุขแล้ว แต่เห็นคนชอบรูปที่เราวาดนั้นความสุขคูณสองขึ้นมาทันใด
ส่วนใครที่ชื่นชอบลายเส้นของสา ติดตามผลงานของเธอได้ทาง www.facebook.com/cyranodesalinianART และ IG: www.instagram.com/cyranodesalinian
ทรัพย์มณี ชัยแสนสุข เจ้าของนิทรรศการภาพเขียนสีน้ำ A Little More
ชวนคุณไปสำรวจความงดงามของสิ่งเล็กๆรอบตัวเรา
ทรัพย์มณี หรือ ตุ่ย เป็นสถาปนิกชุมชนที่พี่ๆในกลุ่มบางกอก สเก็ตเชอร์ กล่าวขานเธอว่า ชอบเขียนรูปอย่างบ้างคลั่ง ถึงขนาดที่ว่าตอนป่วยเกือบจะเป็นมะเร็ง มีคนถามว่าอยากจะทำอะไรมากที่สุด ตุ่ยบอกว่า “จะวาดรูป”
หลังจากพักฟื้นหลังการผ่าตัด และทราบข่าวดีว่าไม่ได้เป็นโรคร้าย ตุ่ยก็ยังคงระบายสีน้ำอย่างบ้าคลั่งต่อไป
เรื่องเล่าขานนี้เป็นความจริงหรือไม่ เจ้าตัวตอบยิ้มๆว่า “ค่ะ”
“วาดรูปตั้งแต่ปี 2552 ตอนนั้นป่วยด้วยโรคกระดูก ไปผ่าตัด กลัวว่าจะเป็นมะเร็ง ทำให้เริ่มหาว่าอยากจะทำอะไร ระหว่างรอผลตรวจก็เครียด กังวล ระหว่างพักฟื้นก็เอาพู่กันกับสีน้ำที่มีอยู่มานั่งวาด พอวาดแล้วเริ่มรู้สึกดี เริ่มสนุก ทำให้วาดไปเรื่อยๆ
ผลตรวจปรากฏว่าไม่ได้เป็นอะไรก็โอเค วาดรูปต่อ คือ ชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ใช้สีน้ำ จนมาถึงมัธยม พอมาเรียนสถาปัตย์ที่ธรรมศาสตร์ไม่ค่อยได้วาด ไม่ค่อยมีเวลา อย่างมากก็ไปสเก็ตช์รูปแต่ไม่ได้ลงสีจริงจัง พอเรากลับไปทำรู้สึกสนุก เหมือนเป็นสิ่งที่เราอยู่กับมัน ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ชอบ ค้นหาไปเรื่อยๆ ตอนนั้นวาดเยอะมาก
เห็นอะไรก็วาด เป็นภาพวิวที่เคยไปเที่ยวมา ถ่ายรูปเก็บไว้แล้ววาดจากรูปถ่าย ต่อมาได้เจอกับกลุ่มบางกอก สเก็ตเชอร์ พี่อัศนีหัวหน้ากลุ่มชวนไปสเก็ตช์รูป พอไปแล้วทำให้เราไม่กลัวการสเก็ตช์รูป ปกติเราจะวาดอยู่ในมุมตัวเอง สวยไม่สวยดูคนเดียว
วาดสบายๆขึ้น ปกติเราชอบคิดว่าเราวาดสวยหรือไม่สวย พอเราไปสเก็ตช์กับทางกลุ่ม เหมือนเป็นการเพิ่มทักษะในการมอง นำสิ่งที่เห็นมาวาดเป็นภาพ ได้ทักษะ ได้แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนในกลุ่ม”
ตุ่ย ใช้เวลาหลังเลิกงานวาดรูปสีน้ำอยู่ที่บ้านจนดึกเป็นอย่างนี้ทุกวัน แทบไม่ยอมนอน
“ใช่ค่ะ เหมือนเราเจอสิ่งที่เราชอบ ทำอยู่อย่างนั้นไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เหมือนเรากับสีน้ำทำงานร่วมกัน เหมือนสีน้ำเป็นเพื่อนเรา เหมือนเราคุยกันว่า สมมติว่าเราลงมีแบบนี้แล้วจะเกิดเอฟเฟคอะไรขึ้นมา มันก็ขึ้นมาให้เห็น โอเค งั้นเราจะลองจินตนาการกับเอฟเฟคที่เกิดขึ้นเหล่านี้นะ
ช่วงแรกๆวาดทุกวัน หลังเลิกงาน มีเวลาว่างวาด นอนดึก เหมือนเราได้อยู่กับตัวเอง มีสมาธิ เหมือนอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า”
นิทรรศการแสดงภาพเขียนสีน้ำครั้งแรกของตุ่ย เกิดขึ้นในอีก 3 ปี ถัดมา ที่แคสเซีย คาเฟ่และทีรูม สุขุมวิท 31
“ช่วงนั้นเป็นภาพวาดแนวเหมือนจริง วาดวิวที่เราเคยไปเที่ยว สถานที่ต่างๆที่เราเคยไปสเก็ตช์ ได้รับการตอบรับดี คนชอบ ส่วนตัวเราเองได้เห็นอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่าเฉพาะทางมากขึ้น บางรูปที่เรารู้สึกว่าอยากพัฒนาต่อยอดขึ้นไปอีก
จากนิทรรศการครั้งแรกมาถึงครั้งที่สองเราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง พยายามถ่ายทอดสิ่งที่เราเห็นออกมาเป็นภาพ อารมณ์คล้ายกับภาพถ่ายที่เราใส่ความรู้สึกตัวเองลงไปด้วย ถามตัวเองว่าเราสามารถคิดได้มากกว่าสิ่งที่เห็นหรือเปล่า
เช่น ถ้าเรามองเห็นรังนกแล้วจะเป็นอะไรขึ้นมา ตอนนั้นไม่ค่อยมีจินตนาการมากมาย เพียงแต่อยากรู้ว่าเราจะทำได้หรือเปล่า เลยใช้วิธีมองสิ่งรอบตัวแล้วจินตนาการลงไปว่าจะเป็นอะไรได้บ้าง ทำให้ออกมาเป็นแนวที่หนีออกมาจากความจริง เก็บข้อมูลจากธรรมชาติแล้วใช้สมองกลั่นกรองออกมา ว่าเราคิดออกมาอย่างไรในภาพนั้นๆ
แต่ภาพในสมอง ไม่ได้ชัดเป๊ะๆ แต่พอมาวาดลงในกระดาษเราก็ต่อยอดไปอีก ใช้วิธีคิดอย่างนี้ต่อมาเรื่อยๆจนถึงนิทรรศการครั้งที่ 5 ที่นี้ คิดถึงชีวิตเล็กๆ เช่นใบไม้ทับถมกัน รากไม้ เป็นการนำแพทเทิร์นของธรรมชาติมาใช้
ชอบไปถ่ายรูปต้นหญ้า ต้นไม้เล็กๆ ชอบงานที่เป็นการซ้อนทับกัน ทำให้ดูลึกลับ เป็นชื่อมาของ A Little More เราสะสมสิ่งที่เราเห็น”
ความสำคัญของการวาดรูป คือ การไม่กลัวที่จะวาด ทุกวันนี้ตุ่ยยังคงท่องไปในโลกสีน้ำ สนทนากับเพื่อนสีน้ำพร้อมทดลองเอฟเฟคไปด้วยกันยามว่าง แม้จะไม่ได้วาดรูปอย่างบ้าคลั่งเหมือนเดิม
แต่เธอได้พบแล้วว่าความสุขของเธออยู่ตรงไหน แล้วเธอก็พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับสีน้ำ เพื่อนร่วมทางที่น่าค้นหาต่อไป
พบกับนิทรรศการ A Little More ได้ที่แคสเซีย คาเฟ่ และ ทีรูม สุขุมวิท 31 ระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ – 19 มีนาคม 2559 และผลงานสีน้ำของตุ่ยได้ที่ www.facebook.com/SupmaneeC
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/684861