เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงาน Capital Talk ครั้งที่ 9 มา มีวลีเด็ดเจ็ดย่านน้ำจากโค้ชสง่า (Sa-nga Pishayangkul) สุดยอดวิทยากรด้าน DISC (อ่านว่า ดีไอเอสซี ไม่ใช่ดิสนะ) ที่บอกว่า "เราตัดสินคนที่เจอภายในเวลาเพียงแค่ 7 วินาทีเท่านั้น" ตอนได้ยินถือว่าอันนี้สั้นสุดๆเลยอ่ะครับ แต่ช้าก่อนครับ มีผลวิจัยบอกว่าปกติผู้บริโภคจดจำแบรนด์เฉลี่ยภายในเวลา 6.5 วินาที (On average customers only engage with brands for 6.5 seconds)สั้นกว่าเราตัดสินคนเพียงเสี้ยววินาที แบบนี้เงยเงิบพัดตะเวิ้นเข้าไปอีกซิครับ
.
.
ยังสั้นไม่พอครับ หากแฟนๆ #การตลาด3ช่า คิดว่าที่ได้เล่าไปสั้นสะเทือนใจกันไปแล้ว ผมว่ายังไม่ใช่นะครับ เพราะเวลาของคลิปโฆษณาต่างๆบน Youtube ที่เป็นแหล่งรวบรวมสารพัดสารพันคลิปจากโลกานี้ คุณมีเวลาเพียง 5 วินาทีเท่านั้น ก่อนที่มือของคุณจะเลื่อนไปกด "ข้ามโฆษณา" หรือเอานิ้วจิ้มปุ่ม Skip Ad บนมือถือของคุณ ถ้าสินค้าของคุณโชคดีหน่อย คนที่ดูคลิปโปรโมทของคุณก็ดูต่อไปอีกสักหน่อย แต่ถ้าโชคดีสุดๆแบบโชควิ่งชนคนอมโบตันแล้วล่ะก็ ระยะเวลาที่ดูก็ยาวขึ้นจากหน่วยวินาทีเป็นนาทีนั่นเอง
.
.
แล้ว 5 วินาทีมีค่าสุดๆ เนี่ยมันสั้นแค่ไหนอ่ะ??? ถ้าจะให้ผมเปรียบเที่ยบผมจะยกตัวอย่างนี้ให้ฟังครับ ลองนึกภาพตามผมนะครับ ให้คุณลองพูดประโยคนี้แบบเร็วๆ ครบถ้วน 2 รอบ คุณก็จะรู้ว่า 5 วิ. ที่บอกสั้นแค่ไหน มาลองกันนะครับ ข้อความที่ว่าคือ
"กล้วยตานี ปลายหวีเหี่ยว เหลือหวีเดียว หิ้วหวีไป หิ้วหวีมา" แค่พูด 2 รอบก็หมดเวลาแล้ว ถ้าคุณเป็นนักการตลาด แล้วเจอสถานการณ์บีบคั้นแบบนี้ ผมคิดว่าน่าจะมี 3 ทางมานำเสนอกัน
.
.
วิธี 1: ใช้ 5 วินาทีแบบใส่เนื้อหาเต็มแข้ง ใส่ทุกอย่างแบบบ้าระห่ำลงไปให้หมด ทุกประเด็นที่ลูกค้าควรรู้ เทให้หมดอย่าให้เหลือเลย วิธีนี้ผมว่าไม่โอเคคอย่างแรง นอกจากคนที่ดูแล้วรู้สึกอึดอัดไม่สบายตาหรือสบายหูแล้ว ผมว่าคนดูจำยี่ห้อคุณไม่ได้แน่ๆ เพราะเมื่ออคติไปแล้ว กลายเป็นมืดฟ้ามัวดิน ของคุณดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถทะลุปราการด่านนี้เข้าไปให้จิตใจของคนได้ครับ
.
.
วิธี 2: ใส่เนื้อหาพอเป็นน้ำจิ้ม หรอเลือกข้อเด็ดหมัดทะลวงไส้ เพียงแค่ 1-2 ข้อสั้นๆ พอดูแล้วจะเข้าใจว่าสินค้าของเราคือสิ่งใด ตอบโจทย์แก้ปัญหาอะไรได้กับคนดู แล้วให้ Link เพื่อเปิดโอกาสกดไปหาดูเราเพิ่มเติมทางเว็บไซด์ หรือไปดูคลิปฉบับเต็มต่อ แนวนี้ที่ต้องระวังคืออย่าลืมแทรก Link แบบเนียนๆ ไม่ใช่ใหญ่โตโอเวอร์เกินไป เพราะถ้าคุณทำแบบโจ่งครึมเพื่อให้กดไปต่อ อันนี้ก็อาจจะโดนจับได้นะจ๊ะ
.
.
วิธี 3: ปล่อยเนื้อหาใน 5 วินาทีแรกให้น้อยๆ แล้วค่อยๆหยอดแบบน่ารักอ่ะ ทำให้คนดูเพลิน หรือหยอดให้อยาก จนอยากดูต่อไปเรื่อย ผมเคยเห็นบางคลิปก็เปิดมาปั๊บก็บอกเลยว่า "อย่าเพิ่งกดข้ามคลิปเรานะครับ อยากให้ดูจนจบก่อนว่าเรามีอะไร" อันนี้ก็เป็นเทคนิคตรึงดึงคนไว้ได้อยู่ แต่ถ้ามาแบบนี้บ่อยๆ มุขนี้ต่อไปก็ใช้อีกไม่ได้นะครับ
.
.
ถ้าเป็นคุณที่ดูแลเรื่องนี้ หรือกำลังสนใจแนวนี้อยู่ ลองเลือกกันดูนะครับ ว่าคุณโอเคกับวิธีไหน หรือแฟนๆที่รักมีไอเดียเก๋ๆมาเสนอ หรือแบ่งปันกันได้เลยครับ ครั้งหน้ามาติดตามกันต่อ ว่าเราจะมีอะไรมาเจ๊าะแจ๊ะแคะการตลาดให้ทุกคนได้อ่านกัน ใบ้ให้เล็กๆว่าเกี่ยวกับ 6 คำตอบที่เราควรรู้จากลูกค้าเสมอ ใครอยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ marketing แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ marketing แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
มาดูกัน ธนาคารไหน สุด “สตรอง”บนโซเชียลมีเดียแห่งปี 58
THOTH ZOCIAL ได้ทำการจัดอันดับ Facebook Page ในหมวดหมู่ธนาคาร และอินไซต์ต่างๆ ตลอดปี 2558 หมวดหมู่ธนาคารเป็นกลุ่มที่น่าสนใจอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะผู้ใช้ Facebook สูงถึง 5,550,000 คน ที่ระบุว่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องธนาคารหรือกดไลค์เพจเกี่ยวกับธนาคารซึ่งแบ่งเป็น Investment Banking, Retail Banking และ Online Banking
จำนวนผู้สนใจเรื่องราวหรือกดไลค์เพจเกี่ยวกับธนาคาร โดยแบ่งช่วงตามอายุดังนี้
อายุ 13-17 ปี : 260,000 คน
อายุ 18-24 ปี : 1,200,000 คน
อายุ 25-34 ปี : 2,200,000 คน
อายุ 35-44 ปี : 1,200,000 คน
อายุ 45-54 ปี : 470,000 คน
อายุ 55-65+ ปี : 220,000 คน
กลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่อายุช่วง 18 ปี จนไปถึง 44 ปี มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องธนาคารเป็นจำนวนมาก แต่มีจำนวนมากที่สุดอยู่ในช่วง 25-34 ปี ซึ่งก็คือช่วงวัยทำงานนั่นเอง ซึ่งไม่แปลกเพราะเป็นวัยที่เริ่มต้องมีเรื่องเงินๆทองๆมาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการฝากประจำ, บัตรเครดิต, กู้ยืม รวมไปถึงกองทุนต่างๆ จึงเรียกได้ว่า Target group หลักๆบนโลกออนไลน์ของอุตสาหกรรมนี้ก็คือช่วงวัยกลางคนที่มีอายุตั้งแต่ 25 – 34 ปีนั่นเอง
10 อันดับแรกธนาคารที่มีผู้ติดตามบน Social Media มากที่สุด
(ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2559)
1 ธนาคารไทยพาณิชย์
2 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
3 ธนาคารกรุงไทย
4 ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์
5 ธนาคารออมสิน
6 ธนาคารกรุงเทพ
7 ธนาคารกสิกรไทย
8 ธนาคารอาคารสงเคราะห์
9 ธนาคารยูโอบี
10 ธนาคารทหารไทย
Engagement ภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมธนาคาร บน Facebook Page ตลอดทั้งปี 2558
* จาก Facebook Page ทั้งหมด 13 ธนาคาร (ข้อมูลตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2015)
- โพสต์รวมกันทั้งหมด 13,086 ครั้ง
- ค่าปฏิสัมพันธ์(Like, Comment, Share) ทั้งหมด 23,391,022 ครั้ง
- ค่าเฉลี่ยการปฏิสัมพันธ์ต่อ 1 โพสต์ : 1,787 ครั้ง
10 อันดับแรก Facebook Page ธนาคารสุดสตรอง ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากทีสุดในปี 2558
(ข้อมูลตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2015)
จากข้อมูลแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของคอนเทนต์ที่แบรนด์โพสต์ไปในแต่ละวัน ว่ามีคนเข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วยมากน้อยขนาดไหน โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลของโพสต์ทั้งหมดโดยที่ไม่แยกระหว่าง Organic โพสต์ และโพสต์ที่ซื้อ Advertising โดยการวัดประสิทธิภาพของคอนเทนต์ มีปัจจัยหลักๆอยู่ที่ "จำนวนการโพสต์” และ “จำนวนค่าปฏิสัมพันธ์”
ธนาคารที่มีค่าเฉลี่ยการปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
1. ธนาคารไทยพาณิชย์ : ค่าเฉลียการปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์ : 5,638 ครั้ง
2. ธนาคารกรุงไทย : ค่าเฉลียการปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์ : 4,593 ครั้ง
3. ธนาคารกสิกรไทย : ค่าเฉลียการปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์ : 4,126 ครั้ง
4. ธนาคารทหารไทย : ค่าเฉลียการปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์ : 3,616 ครั้ง
5. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา : ค่าเฉลียการปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์ : 1,959 ครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก Positing Magazine (http://www.positioningmag.com/content/62560)
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
Valentine’s รักจะกำหนดตัวเอง EP.4 รักเราไม่เก่าเลย
เริ่มต้นตอนวันนี้
ผมอยากให้คุณผู้อ่านที่น่ารักทุกๆคน ลองหลับตาแล้วนึกภาพตามผมดูนะครับ ถ้าเราได้อยู่กับแฟนของเรา
หรือคู่ชีวิตของเรา แล้วเขาบอกรักเราทุกวัน ดูแลเราทุกเวลา ใส่ใจเราตลอด
เข้าใจเราเสมอ แบบนี้ชีวิตคู่ หรือการอยู่กับคนรักคงมีความสุขเสมอ เรียกว่า
ฟินเฟร่อสุดๆฉุดไม่อยู่แน่ๆ (ขอลอกชื่อหนังเมย์ไหนไฟแรงเฟร่อหน่อยนะครับ)
พิมพ์ไปพิมพ์มาก็เขินเองซะง้านผม 555 ถ้าเป็นแบบนี้ผมคิดว่า ส่วนหนึ่งจากเนื้อเพลงนี้ของพี่กบ ทรงสิทธิ์ คงอธิบายเรื่องนี้ได้ไม่ผิดแน่แท้
“รักของเรายังใหม่ ยังไม่เก่าเลย
เหมือนวันเดิมที่เคย ทำอย่างนี้
แม้ว่าเราจับมือกันครั้งใด
ก็สุขใจทุกที ไม่เคยจะมีสักทีที่เสื่อมคลาย
จะนานเพียงไหน จะพ้นไปกี่ปี
ขอได้อยู่ใกล้ใกล้กัน
ก็ยังคงรู้สึก เหมือนเดิมอย่างนั้น
มันยังคงเหมือนเพิ่งรักกัน ไม่เปลี่ยนไปเลย…”
การรู้ใจกันของคนสองคน
แค่มองตาก็รู้ใจแล้ว นอกจากจะใช้ได้กับการครองรักให้ยาวนาน การตลาดก็ยังใช้เรื่องเล็กๆ
พวกนี้เหมือนกันนะครับ เราเคยสงสัยหรือเปล่าว่า
ทำไมพนักงานรู้ใจว่าเราต้องการจะสั่งอะไร หรืออยากได้อะไร หรือชอบอย่างงี้
แต่ไม่ชอบอย่างงั้น หรือคนเหล่านี้สัมผัสถึงพลังงานบางอย่างรอบๆ ตัวเราได้หรอ หรือมีญาณทิพย์แน่นอนเลย!!!
คำตอบสั้นๆ คือ
ไม่ใช่ครับ ตัวช่วยของเรื่องนี้จริงๆ ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า "ข้อมูล" จะเข้ามาช่วยตอบเรื่องพวกนี้ได้ครับ
การที่คุณเดินไปซื้อกาแฟทุกวันที่ร้านแห่งหนึ่ง
พนักงานบางคนก็จะเริ่มจดจำคุณตั้งแต่ชื่อก่อน แล้วก็ขยับมาเป็นสิ่งที่คุณชอบทาน
และสุดท้ายก็รู้ถึงสูตรกาแฟที่คุณชอบ ต้องเติมน้ำตาลกี่ช้อน ใส่นมแบบสูตรพร่องมันเนย ประมาณว่าเดินมาถึงหน้าร้านปุ๊บ ยังไม่ทันอ้าปากเลย ก็รู้ใจทันทีว่าคุณต้องการอะไร แบบนี้ถูกใจ...ใช่เลยอ่ะ
แล้วทำแบบนี้ข้อดีคืออะไรกันแน่??? หลายคนคงมีคำถามนี้เกิดขึ้นมา
ผมขอบอกว่าการทำแบบนี้จะช่วยสิ่งที่เรียกว่า
CEM หรือ Customer
Experience Management (ซึ่งในวันข้างหน้า ผมจะมาเล่าเรื่องนี้แบบเต็มๆ
อีกครั้งนะครับ) การดูแลลูกค้าในลักษณะนี้จะช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า สบายใจ
ปลอดภัย อุ่นใจเมื่อมาใช้บริการกับเรา หรือเข้ามาหาเรา
ดังนั้นเมื่อลูกค้ารู้สึกลักษณะแบบนี้ก็จะทำให้ความเชื่อมั่นของลูกค้ากับเราเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ประมาณว่าความสัมพันธ์แนบแน่นซี้ย่ำปึ้ก ลูกค้าก็จะอยู่กับเราไปนานแสนนาน
ซึ่งเราอาจจะกลายเป็นที่ 1 ในใจของลูกค้าได้ โดยไม่รู้ตัว
และลูกค้ารู้สึกดีก็ยิ่งอยากจะแนะนำเราให้กับคนอื่นๆ ต่อไปได้ด้วย
รู้อย่างงี้แล้ว
แค่เริ่มใส่ใจจากจุดเล็กๆ จากลูกค้าของเรา อาจจะเปลี่ยนเป็นพลังความรักแบบไม่รู้จบจากลูกค้า
และคนรอบข้างของลูกค้าเราได้นะครับ ลองค่อยๆ เก็บข้อมูลทีละนิด วันละหน่อย
สะสมไปเรื่อยๆ คุณอาจจะกลายเป็นคนรักของลูกค้าโดยปริยาย
รักแบบนี้ดีและคุ้มค่าแน่นอนครับ
และอย่าลืมติดตามตอนสุดท้ายของความรักในมุมมองนักการตลาดกันต่อนะครับ
แล้วพบกันครับที่นี่ที่เดิม ที่เพิ่มเติมคือความรักจากผมครับ ^_^
ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก Google
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
Valentine’s รักจะกำหนดตัวเอง EP.3 เหงาเมื่อไร แค่โทรมา
เดินทางมาถึงครึ่งทางสำหรับบทความพิเศษ ของสัปดาห์แห่งโลกสีชมพูฟูฟ่องด้วยความรักแล้วนะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาดูแนวความรักในตอนวันนี้กันดีกว่านะครับ หลายๆ คนเริ่มต้นความรักของตัวเองด้วยการวิ่งเข้าไปหาใครสักคน หรือโชคดีที่ขณะรอใครบางคนก็มีฟ้าประทานคนส่งมาให้รักก็มี แต่ในทางกลับกัน มีหลายคนที่ชอบขออยู่โดดเดียวก็มีความสุขได้ ที่ผมพูดแบบนั้นเพราะว่า...
ทางเอ็นไวโรเซล (ประเทศไทย) ที่ปรึกษาด้านพฤติกรรมผู้บริโภคได้บอกว่า 1 ใน 6 ค่านิยมของคนไทยในปี 2559 นั่นคือกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า "สันโดษนิยม" (ถ้ามีโอกาสจะมาเล่าอีกหลายๆ ค่านิยมที่น่าสนใจที่เหลือกันต่อนะครับ) ทำไมถึงเป็นอย่างงั้นล่ะครับพี่น้อง เนื่องจากประมาณ 25% ของคนเราใช้เวลาไปกับสื่อสังคมโลกออนไลน์ มากกว่าสังคมจริงๆ ที่จับต้องได้ของเราซะอีก และยังเพลิดเพลินมากเมื่ออยู่ในโลกดิจิตอล สังคมเสมือนที่บอกไป เป็นสังคมที่ใครจะ Share, Post, Like ได้ตลอด มีปัญหาอะไรลองถาม หรือตั้งกระทู้ไปก็มีคนมาตอบ หรือแนะนำ หรือคอยช่วยเหลือหาแนวทางจัดการให้
มนุษย์จะค่อยๆ พัฒนาไปสู่การสังคมแบบดิจิตอล
คือ หาเพื่อนที่เป็นผู้รับฟังที่ดี โดยไม่ตอบโต้หรือแสดงความเห็นเชิงลบ
และสุดท้ายจะมีเพื่อนในรูปแบบดิจิตอลจริงๆ นั่นคือหุ่นยนต์นั่นเอง โดยมนุษย์ยุค 2016 จะไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากนักกับการไม่เจอเพื่อน
แต่ 79% จะกังวล ถ้าไม่มีโทรศัพท์ติดตัว
นอกจากนี้
การรับประทานอาหารคนเดียว (solo dinner) เติบโตถึง 62% ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ขณะเดียวกันปี 2015 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางคนเดียวถึง 24% เติบโตขึ้น 10% (จาก 15% ในปี 2013) และมีการคาดการณ์ว่า
ที่อยู่อาศัยแบบอยู่คนเดียว จะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุด มนุษย์จะมีความเกี่ยวพันกันน้อยลงเรื่อยๆ
เห็นข้อมูลแบบนี้แล้วธุรกิจไหนที่ตอบโจทย์ชาวเหงาเปล่าเปลียวหัวจิตหัวใจก็คงยิ้มออกนะครับ แต่อย่าลืมประเด็นสำคัญที่ว่า ต้องหาจุดยืนที่ชัดเจนให้กับสินค้าหรือบริการของเราด้วย ผมขอยกตัวอย่างแนวผสมผสานหลายๆกลุ่มลูกค้า รวมถึงกลุ่มสันโดษนิยมเข้าไปด้วยกัน จาก Hostel ย่านนิมานฯ ของจังหวัดเชียงใหม่แห่งหนึ่ง ที่มีห้องพักหลากหลายแบบ และแยกชั้นแยกสัดส่วนกันไป ใครมาคนเดียวก็อยู่ชั้นคนเดียว Single Floor, แบบคู่ก็อยู่อีกชั้นที่เป็นห้องคู่ชื่นมื่น Couple Floor, ส่วนใครมายกแพ็คเที่ยวยกก๊วนตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปแบบหอพักเตียง 2 ชั้น และขยายไปจนถึงห้องแบบ 8 คน ในที่ที่เดียว กับ Dorm Zone ชั้นบนสุด งานนี้คุณจะเป็นคนกลุ่มไหนที่นี่ก็สามารถเติมเต็มให้คุณได้เสมอเลย เก็บทุกกลุ่มครบจบเลยนั่นเอง
ก่อนจากไปกับตอนนี้ของฝากเนื้อเพลงให้เหงาๆ กันต่อไป เพื่อตอกย้ำความคิดสันโดษนิยมกันนะครับ จากศิลปิน คุณเบล สุพล แล้วพบกันใหม่กับ Episode ที่ 4 ของความรักกับการตลาดกันต่อครับ
"อยู่คนเดียวหรือเปล่า
ห่วงว่าเธอนั้นเหงา ไม่มีใคร
ใครคนนั้นอยู่ไหน ทิ้งให้เธอเป็นคน
ที่ต้องรอ
แค่นึกถึงฉันบ้าง แค่ระบายให้ฟัง บ้างก็พอ
สิ่งที่ฉันจะขอ ฉันยินดีจะรอ
เป็นเพื่อนเธอ..."
ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก Google
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559
รู้จักความคิดของชาว Millennials กันเถอะ
พูดถึงกลุ่มคนช่วงวัยที่เรียกว่า Millennials (มิลเลียนเนียยล) แล้ว ผมว่ายังมีหลายคนอาจจะสงสัยอยู่ในใจว่า คนกลุ่มนี้นับช่วงอายุจากเท่าไร ไปถึงเท่าไรกันแน่อ่ะ งั้นมาทำความรู้จักก่อนนะครับ กลุ่มคนกลุ่มนี้คือคนที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2523 - 2539 หรือเทียบเป็นอายุปัจจุบัน 20 ถึง 36 ปี
ถ้ามองก็คือกลุ่มวัยมหาวิทยาลัยประมาณปี 3-4 และกลุ่มคนที่ทำงานมาสักระยะหนึ่งจนถึงคนที่เริ่มมีครอบครัวแล้ว หลายๆ คนอยากรู้ว่าคนกลุ่มนี้มี มากหรือน้อยล่ะ จากประชากรทั้งหมดในปี 2557 (จำนวนประชากรทั้งหมดอ้างอิงจากเว็บไซด์สำนักงานสถิติแห่งชาติ เท่ากับ 65,124,716 คน) ถ้าคิดจากช่วงการแบ่งอายุตั้งแต่ 20-39 ปี เท่ากับ 30% ของประชากรทั้งหมดของประเทศเราครับ ตอนนี้คุณได้รู้จักคนกลุ่มนี้แล้ว งั้นมาดู 5 ความคิดของคนกลุ่มนี้กันเลยดีกว่า
อันแรก พวกเรามั่นใจในตัวเองครับ (We are confident) มีคำกล่าวสุดฮิตจาก Demi Lavota ดารา Pop Star ชื่อดัง ที่กล่าวไว้ “What’s wrong with being confident?” แล้วคนกลุ่มจะสื่อสารอย่างไรดีล่ะ ให้หันกลับมาสนใจ คำตอบก็คือ อะไรก็ได้ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขามีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น ช่วยหรือสนับสนุนธุรกิจของพวกเขานั่นเอง
มาถึงต่อมาดีกว่า ข้อสอง กลุ่มอายุนี้มองโลกในแง่ดีนะจ๊ะ (We are optimistic) นักการตลาดที่อยากจะหาคนมาร่วมด้วยช่วยกันกับกิจกรรมของคุณ ผมว่าคุณไม่ควรมองข้ามคนกลุ่มนี้โดยเด็ดขาด ลองหากิจกรรมช่วยโลกช่วยคุณมาคุยกับคนกลุ่มนี้ดูนะ เพราะ Help Me Help You คือความในใจของคนกลุ่มนี้ครับ
เรื่องที่สาม ไอเดียสร้างสรรค์พุ่งปรี้ดกับคนกลุ่มนี้ (We are creative) ทำไมถึงบอกว่าคนกลุ่มนี้มีความคิดเจิดๆ ขนาดนั้น เราลองมองรอบตัวกันนะครับ ไอเดีย Airbnb, Uber, เถ้าแก่น้อย ธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ที่เราได้เห็นหน้าคาดตาบ้างก็เกิดจากคนกลุ่ม Millennials แหละครับ อะไรแบบเดิมๆ มามุกเก่าๆ น่าจะไม่ถูกจริตของคนกลุ่มนี้แหละครับ ลองพลิกมุมคิดให้แตกต่างบ้าง หรือคุยแบบภาษาที่เหมาะกับแต่ละคนลงไปเลย เช่น ส่งข้อความด้วยภาษาที่โดนๆ การติดต่อสื่อสารหรือร่วมกิจกรรมผ่านช่องทางใหม่ๆ บ้าง
ข้อต่อมา คนกลุ่มนี้มองว่าตัวเขาเองมีอะไรเจ๋งๆ กว่าเหล่าอุปกรณ์ที่ใช้ประจำ (We are more than our devices) ยุคสมัยนี้อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ มีกันมากมาย คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งก็ยังคงมีความหลงใหลในความเจ๋งของสิ่งที่เป็นอดีตอยู่บ้าง พร้อมผสมผสานกับสิ่งใหม่ๆ บนโลกนี้ เรียกว่า ถ่วงดุลอำนาจรัฐ เอิ่ม...เดี๋ยวก็โดยเรียกไปปรับทัศนคติหรอก Concept ของคนกลุ่มนี้คือ เก่าก็ชอบ ใหม่ก็เจ๋ง ดังนั้นการสื่อสารผ่านทั้ง Online และ Offline ยังเป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้ถวิลหาอยู่นะครับ ไม่ใช่แห่แหนไปใช้ Online เสียหมดนะครับ
และอันสุดท้าย คนกลุ่มนี้พร้อมจะมีครอบครัวแล้ว (We are going to have babies) ย้อนไปในวัยเด็กคนกลุ่มนี้ยังม่ความหลังเกี่ยวกับ ความสุขสนุกในวัยเด็กตั้งแต่สมัยก่อนที่ยังไม่มีเทคโนโลยีมาขนาดนี้ แล้วก็อยากส่งต่อความหรรษาเพลิดเพลินแบบนั้นไปให้ลูกของตัวเองบ้าง ดังนั้นแล้วคนกลุ่มนี้ก็จะเริ่มมองหาวางแผนเพื่ออนาคตครอบครัวของตนเองแล้วนั่นเอง
เป็นยังไงบ้างครับกับ 5 ความคิดที่คนกลุ่มเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศเรากำลังคิดอะไรอยู่ ฉะนั้นนักการตลาดที่กำลังมองหาว่าสื่อสาร วางแผนการพูดคุยกับคนกลุ่มนี้อยู่ คงจะได้กรอบไอเดียที่นำไปใช้ได้บ้างนะครับ ติดตามกันต่อว่าครั้งถัดไป #การตลาด3ช่า จะนำเรื่องราวอะไรทางการตลาดมาฝากกันอีกนะครับผม
ขอบคุณข้อมูลจาก http://blog.marketo.com/2016/01/five-things-you-should-know-about-marketing-to-millennials.html
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559
บริษัทแอพแท็กซี่ในอินโดฯ ทดสอบกลิ่น "ดมรักแร้" ก่อนรับทำงาน
บริษัทแอพแท็กซี่ในอินโดฯ ทดสอบกลิ่น "ดมรักแร้" ก่อนรับทำงาน
อีกหนึ่งตัวอย่างที่ #การตลาด3ช่า ขอยกให้ในมุมการต่อยอดบริการในมุมประสบการณ์ดีดีของลูกค้า หรือเรียกว่าตอบโจทย์เพื่อควาทพึงพอใจได้ ด้วยอาชีพที่หลายคนถ้าได้อ่านเนื้อข่าวแล้ว อาจจะรู้สึกสุดแปลก แต่มีจริงขึ้นมาแล้วครับ มาดูรายละเอียดตัวอย่างที่น่าศึกษานี้กันครับ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Uberjek บริษัทรถจักรยานยนต์ออนไลน์ ในประเทศอินโดนีเซีย ผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นที่ใช้เรียกรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์ ผุดไอเดียเพื่อให้ธุรกิจมีความสมบูรณ์แบบ โดยคำนึงถึงกลิ่นกายของผู้ขับขี่สำคัญ จึงมีการทดสอบกลิ่นกายของพนักงาน ก่อนเข้ารับทำงาน เพื่อความพึงพอใจของลูกค้า ทำให้เกิดอาชีพที่เรียกว่า "Sniffer" หรืออาชีพ ดมกลิ่นกาย-รักแร้
Aris Wahyudi ผู้ก่อตั้งบริษัท Uberjek กล่าวว่า "การพูดในที่ๆอับ หรือที่ร้อนระอุ อาจทำให้กลิ่นอันไม่เพิ่งประสงค์ส่งผลกระทบต่อลูกค้า อาจเกิดความไม่ประทับใจ จึงได้เกิดการทดสอบกลิ่มรักแร้ ก่อนเข้ารับการทำงาน"
อาชีพนักดมรักแร้ เป็นอาชีพที่เคยมีอยู่จริงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคนเล่านี้ถูกว่าจ้างจากบริษัทผู้ผลิตโรลออนหรือน้ำยาระงับกลิ่นกายต่างๆ และพวกเขามีหน้าที่ดมกลิ่นกายของผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งการทดสอบนั้นจะทำโดยให้ผู้ทดลองใช้เเต่ละคนทาน้ำยาระงับกลิ่นกายที่รักเเร้เพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างหนึ่งปล่อยตามธรรมชาติ จากนั้นนักดมรักเเร้จะทำการดมเพื่อพิสูจน์ว่ากลิ่นเป็นเช่นไร
Endang Ahmad วัย 37 ปี นักดมกลิ่นตัว-รักแร้ กล่าวว่า "ผมพบคนหลายประเภทที่มีกลิ่มตัวเหม็น ซึ่งผมได้ให้คะแนนผู้สมัครที่ยืนกางแขนอยู่ด้านหน้า และดมกลิ่นเหงื่อหรือกลิ่นรักแร้ ถ้ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เราจะไม่ให้ผ่าน"
หลายบริษัทต่างต้องงัดกลยุทธิ์เพื่อมัดใจลูกค้า ซึ่งอาชีพที่ว่ามานี้ ถือเป็นอาชีพสุดแปลกอาชีพหนึ่ง ที่สามารถสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าได้ดี และถือเป็นการบริการที่สำคัญในการประกอบธุรกิจเช่นคนขับรถให้สำเร็จ เพื่อให้ลูกค้าไว้วางใจ...
ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก www.nationtv.tv/main/content/foreign/378485085/
อีกหนึ่งตัวอย่างที่ #การตลาด3ช่า ขอยกให้ในมุมการต่อยอดบริการในมุมประสบการณ์ดีดีของลูกค้า หรือเรียกว่าตอบโจทย์เพื่อควาทพึงพอใจได้ ด้วยอาชีพที่หลายคนถ้าได้อ่านเนื้อข่าวแล้ว อาจจะรู้สึกสุดแปลก แต่มีจริงขึ้นมาแล้วครับ มาดูรายละเอียดตัวอย่างที่น่าศึกษานี้กันครับ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Uberjek บริษัทรถจักรยานยนต์ออนไลน์ ในประเทศอินโดนีเซีย ผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นที่ใช้เรียกรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์ ผุดไอเดียเพื่อให้ธุรกิจมีความสมบูรณ์แบบ โดยคำนึงถึงกลิ่นกายของผู้ขับขี่สำคัญ จึงมีการทดสอบกลิ่นกายของพนักงาน ก่อนเข้ารับทำงาน เพื่อความพึงพอใจของลูกค้า ทำให้เกิดอาชีพที่เรียกว่า "Sniffer" หรืออาชีพ ดมกลิ่นกาย-รักแร้
Aris Wahyudi ผู้ก่อตั้งบริษัท Uberjek กล่าวว่า "การพูดในที่ๆอับ หรือที่ร้อนระอุ อาจทำให้กลิ่นอันไม่เพิ่งประสงค์ส่งผลกระทบต่อลูกค้า อาจเกิดความไม่ประทับใจ จึงได้เกิดการทดสอบกลิ่มรักแร้ ก่อนเข้ารับการทำงาน"
อาชีพนักดมรักแร้ เป็นอาชีพที่เคยมีอยู่จริงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคนเล่านี้ถูกว่าจ้างจากบริษัทผู้ผลิตโรลออนหรือน้ำยาระงับกลิ่นกายต่างๆ และพวกเขามีหน้าที่ดมกลิ่นกายของผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งการทดสอบนั้นจะทำโดยให้ผู้ทดลองใช้เเต่ละคนทาน้ำยาระงับกลิ่นกายที่รักเเร้เพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างหนึ่งปล่อยตามธรรมชาติ จากนั้นนักดมรักเเร้จะทำการดมเพื่อพิสูจน์ว่ากลิ่นเป็นเช่นไร
Endang Ahmad วัย 37 ปี นักดมกลิ่นตัว-รักแร้ กล่าวว่า "ผมพบคนหลายประเภทที่มีกลิ่มตัวเหม็น ซึ่งผมได้ให้คะแนนผู้สมัครที่ยืนกางแขนอยู่ด้านหน้า และดมกลิ่นเหงื่อหรือกลิ่นรักแร้ ถ้ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เราจะไม่ให้ผ่าน"
หลายบริษัทต่างต้องงัดกลยุทธิ์เพื่อมัดใจลูกค้า ซึ่งอาชีพที่ว่ามานี้ ถือเป็นอาชีพสุดแปลกอาชีพหนึ่ง ที่สามารถสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าได้ดี และถือเป็นการบริการที่สำคัญในการประกอบธุรกิจเช่นคนขับรถให้สำเร็จ เพื่อให้ลูกค้าไว้วางใจ...
ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก www.nationtv.tv/main/content/foreign/378485085/
วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2559
การตลาดเพื่อความยั่งยืน เส้นทางที่คุณคู่ควร
| หลังจากที่ชาว Blog การตลาด3ช่า ได้อ่านตอน การตลาดแบบยั่งยืนสไตล์ญี่ปุ่น กันไปแล้ว (เมื่อวานนี้) เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับไอเดียสุดเจิดเกิดประกาย แพรวพราวดาวลูกไก่ของพี่ยุ่นประเทศนี้ ต้องยกนิ้วให้จริงๆ กับหลากหลายมิติที่มองถึงสินค้าและบริการของเขา วันนี้ผมยังอยากมาต่อเรื่องราวเกี่ยวกับ "การตลาดที่ยั่งยืน" กันต่อดีกว่านะครับ
เคยสังเกตรอบๆตัวกันบ้างหรือเปล่าครับว่า ทำไมบางยี่ห้อ บางสินค้ายังนิยมทำการตลาดในแนวเดิมๆ บางแบรนด์ก็กลับด้านพลิกโฉมโอมมะลึกกึกกึ๋ย เปลี่ยนด้านแบบทีวี 360 องศาก็มี ในขณะที่โลกของการตลาดขยับจาก การตลาด 1.0 ไปเป็น 2.0 และที่มาแล้วคือ การตลาดแบบ 3.0 ที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากขึ้น แล้วแก่นหลักของการตลาดจริงๆ คืออะไรกันแน่อ่ะ??? อะไรที่ทำให้การตลาดอยู่กันได้ยาวยาว ยั่งยืนกันไปเรื่อยๆ เพราะในด้านเศรษฐศาสตร์ก็มีทฤษฎี เศรษฐกิจแบบยั่งยืน (Sustainable Economic) หรือการทำให้ยอดขายโตอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่ได้คิดถึงเฉพาะยอดขายเท่านั้น เราต้องคิดถึงความยั่งยืนในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันด้วย
อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนบอกว่าปวดหัวแล้ว อะไรล่ะที่เป็นการตลาดแบบยั่งยืนจริงๆ มีด้วยหรอ พูดเป็นเล่น หรือมาหลอกกันอ่ะป่าว งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า 3 แนวคิดที่จะทำให้การตลาดอยู่แบบยั้งยืนยงคงกระพันมีอะไรกันบ้าง
ข้อแรก "เอาคนนำ" ในมุมนี้เราต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมของคนแบบ 24 ชั่วโมง แบบบ้านอะคมเดมี่แฟนเทเชียที่ติดกล้องให้เรารู้ทุกความเคลื่อนไหว ทุกจังหวะชชีวิต หรือทุกท้วงทำนองของโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์คนหนึ่งแบบเรื่องจริงตัวจริง เพราะจุดนี้จะเป็นจุดที่จะทำให้เราเข้าใจและรู้ว่า เราสามารถเข้าไปเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับลูกค้า หรือคนที่สนใจผลิตภัณฑ์ของเราได้อย่างไร เริ่มจากการเอาใจใส่เรื่องเล็กๆใกล้ๆตัว จนขยายวงกว้างไปถึงการมอบความรักให้กับแบรนด์ของเรา ฉะนั้นหาจุดจุดนี้ให้เจอเร็วที่สุด ยิ่งเจอเร็วเรายิ่งได้เปรียบนะครับ
ข้อสอง "สร้างให้รัก" หลายคนบอกว่ายุคนี้อาจจะสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาสักอันยากจะตายอยู่แล้ว ไม่ได้เกิดมาหรือโผล่มาให้เห็นได้ง่ายๆ เพราะทุกอย่างรอบตัวแบรนด์ต่างๆ ล้นหลามบานเบอะเยอะแยะไปหมดแล้ว แหม๋ๆ ถ้าคุณคิดแบบนี้อันนี้อยากให้ลองปรับมุมคิดอีกหน่อยว่า ยิ่งมีแบรนด์มากในตลาด เรายิ่งได้เรียนรู้มากตามนะครับ เพราะเราจะได้เจอทั้งสิ่งที่น่าทำ และสิ่งที่ไม่น่าทำจากแบรนด์ต่างๆ นั่นเอง เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็อย่าเพิ่งท้อไปก่อนนะครับ ผมเป็นกำลังใจให้สำหรับแบรนด์ใหม่ๆ ที่เตรียมมาลงสู่สนามรบกัน และอีกข้อที่ต้องย้ำเตือนใส่ไอเดียกันให้เต็มที่ครับ คิดง่ายๆ เหมือนเราทำยำขึ้นมาสักจาน หยิบจับใส่เครื่องเติมรสกันให้แซ่บ แต่จานให้สวย หรือถ่ายรูปให้ดูน่าทาน แล้วเอามาตั้งให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาน้ำลายไหลย้อยคอยที่จะกินให้ได้ แบบนี้แบรนด์คุณก็เริ่มเข้าไปในใจแล้วระดับหนึ่ง
ข้อสุดท้าย "จิตสัมผัส" อันนี้ผมไม่ได้หมายถึงสิ่งที่คุณคิดอยู่ที่ปรากฎในรายการคนอวดผีนะ แต่ผมหมายถึงสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณ หรืออะไรที่เป็นนามธรรมที่ดูเหมือนจะจับต้องไม่ได้ แต่จริงๆแล้วมันมีตัวตนนะครับ อาทิเช่น เวลาคุณไปแช่บ่อน้ำร้อนออนเซนที่ประเทศญี่ปุ่น แช่ไปดูวิวภูเขาไฟพร้อมๆกัน ทั้งๆทีน้ำร้อนมากๆ แค่จะเอาเท้าแหย่ไปข้างเดียวก็สะดุ้งแล้ว แต่พอเรานั่งแช่ไปสักหน่อย เราก็อยู่ได้ยาวเป็นสิบสิบนาที หรือบางคนถึงครึ่งชั่วโมงก็มี เพราะมีบางอย่างที่ทำให้คุณหลงเข้าไปอยู่ในภวังค์อะไรบางอย่างนั่นเอง สิ่งนี้แหละครับ ถ้าสินค้าและบริการของคุณมี จะยิ่งทำให้คุณได้เปรียบกว่าคนอื่น แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ค่อนข้างไม่ง่ายเท่าไร แต่ผมเชื่อว่าคุณๆที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ต้องค้นหาเจออย่างแน่นอนครับ ฟันธง!!!
เป็นอย่างไรบ้างครับ กับ 3 แนวทางที่จะสร้างการตลาดแบบยั่งยืนในอีกมุมหนึ่ง ใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ผมมีอีกหนึ่งคำแนะนำดีดีมาให้ คุณลองนึกถึงร้านอาหารที่คุณชอบไปบ่อยๆ หรือโรงแรมที่คุณต้องไปพักประจำ หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวที่คุณโปรดปราน สิ่งเหล่านี้ที่ยกตัวอย่างไป มีอะไรบางอย่างที่รอให้คุณกลับไปสัมผัส และค้นหามนต์เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่เสมอ เพราะไม่อย่างงั้นคุณไม่ยอมไปเป็นครั้งที่ 2 หรอกครับ จริงมั้ย??? แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้านะครับ
|
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559
การตลาดแบบยั่งยืนสไตล์ญี่ปุ่น
ขอย้อนเวลาไปสักเมื่อปีที่แล้ว (2558) ผมเคยไปสมัครงานในบริษัทเกี่ยวกับพลังงานน้ำมันแห่งหนึ่ง ตอนวันสัมภาษณ์ผมเจอคำถามหนึ่งที่ผู้สัมภาษณ์ถามกลับมาหาเป็นคำถามท้ายๆ ของการสัมภาษณ์งานวันนั้นว่า "คุณนักการตลาดในปัจจุบัน อะไรเป็นแนวทางการทำการตลาดที่ยั่งยืนให้กับองค์กร ABCDEFG (ขอไม่เอยชื่อองค์กรนะครับ) ของเรา???"
สารภาพตามตรงแบบไม่อ้อมค้อมเลย ตอนนั้นผมตอบได้แย่จริงๆ ยังพอนึกคำตอบของตัวเองออกได้ว่าตอบไปประมาณไหน อยู่ดีดีเรื่องนี้ก็แพลมโผล่โอ้โหเหะขึ้นมาในหัวผมอีก ผมเลยมานั่งดูข้อมูลเก่าๆ ที่เคยรวบรวมไว้ ซึ่งเจอบทความหนึ่งจาก Jobsdb.com เกี่ยวกับตัวอย่างแนวทางการตลาดที่ยั่งยืน วันนี้ผมเลยขอหยิบบทความนั้นมาฝากกันนะครับ ลองอ่านดูแล้วคุณจะรู้ว่ามุมมองการตลาด ไม่ได้มองแค่ตรงๆ หรือมองไปแบบมุมเดียวอีกต่อไปแล้วครับ
กว่าจะเป็นบริษัทแถวหน้าของโลกอย่างทุกวันนี้ บริษัทผู้ผลิตยาสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง โคบายาชิฟาร์มาซูติคอล ซึ่งก่อตั้งโดย โคบายาชิ จูเบ ใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวมานานนับศตวรรษ ด้วยสโลแกน “You make a wish and we make it real” ซึ่งเป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่จะทำการสร้างสรรค์การตลาดและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ความต้องการและตลาดใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น
การสร้างสรรค์การตลาดชื่อเสียงของโคบายาชิฟาร์มาซูติคอลดังมาจนถึงในบ้านเรา คุณคงเคยได้ยินโฆษณายาทาแก้ปวดเมื่อย ที่มีชื่อว่า “อัมเมลทซ์ โยโกะ โยโกะ” ถึงแม้คนไทยจะไม่รู้ว่าชื่อยี่ห้อนี้สื่อถึงสินค้าอะไร แต่เพราะคำว่า โยโกะ โยโกะ นี่แหละที่สะดุดหู ชวนให้ฟังต่อว่าเขากำลังโฆษณาขายสินค้าอะไรอยู่
แต่ไหนแต่ไรมาชื่อสินค้าของ โคบายาชิฟาร์มาซูติคอล ก็ล้วนแต่มีลักษณะพิเศษที่แปลกใหม่และน่าสนใจบางชื่อตั้งให้ดูเป็นเด็กๆ รู้สึกคุ้นหูได้ง่าย บางชื่อฟังขำๆ ตลกๆ บางชื่อตั้งให้ฟังแล้วเข้าใจถึงกลไกและการใช้งานสินค้าทันที ชื่อสินค้าของ โคบายาชิฟาร์มาซูติคอล จึงติดหูและโด่งดังมาโดยตลอด
การสร้างสรรค์การตลาดที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเชื่อว่า มาร์เก็ตติ้ง คือ การสร้างสรรค์การตลาดโดยในการตลาดนั้นมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ “สินค้า” “การกระจายสินค้า” และ “การสื่อสาร” ซึ่งการทำการตลาดอย่างสร้างสรรค์นั้นสิ่งที่นับว่าสำคัญที่สุดสำหรับเขา คือ การพัฒนาสินค้าจากไอเดียที่เป็นเลิศ แต่ก็ใช่ว่า การตลาดของเขาจะเริ่มต้นแบบไร้คู่แข่ง เพราะก่อนที่เขาจะพัฒนาน้ำยาดับกลิ่นและเพิ่มความหอมยี่ห้อ “Sawaday” นั้น ก็มีสินค้าที่อยู่มาก่อนแต่ดั้งเดิมอยู่แล้ว ซึ่งก็คือ การบูร นั่นเอง เพียงแต่ในบรรดายักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่แข่งยังไม่มีใครผลิตสินค้าตัวนี้ออกจำหน่าย จึงทำให้โคบายาชิฟาร์มาซูติคอล เป็นผู้นำตลาดยาดับกลิ่นและเพิ่มความหอม ก่อนใครในญี่ปุ่น
นอกจากจะมีแผนกมาร์เก็ตติ้งที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการตลาดโดยตรงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้การสร้างสรรค์การตลาดของโคบายาชิฟาร์มาซูติคอล มีการพัฒนาไอเดียไม่หยุดนิ่ง ก็คือ การเปิดรับความคิดเห็นจากพนักงานแผนกอื่นๆ มีส่วนร่วมในการเสนอแนะการพัฒนาสินค้า ที่เรียกว่า “ระบบการเสนอแนะโดยพนักงาน” โดยตั้งเงินรางวัลสำหรับผู้ที่เสนอไอเดียโดนใจนำไปใช้ได้จริงสูงสุดถึง 1 ล้านเยน
ถึงแม้ว่าจะยังไม่เคยมีใครได้รับรางวัลแจ็กพอตนี้ แต่รางวัลรองๆ ลงมา ก็มีการมอบกันอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้พนักงานนำเสนอไอเดียข้อเสนอแนะใหม่ๆ เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้กันในบริษัทนี้ไปแล้ว น่าชื่นใจแทนผู้บริหารเสียจริง
ด้วยการสร้างสรรค์การตลาดของเค้า จึงไม่แปลกใจเลยที่โคบายาชิฟาร์มาซูติคอล เป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างดีมาเนิ่นนานนับร้อยปี!!!
ขอบคุณบทความดีดีจาก Jobsdb.com ครับ #การตลาด3ช่า
การตลาดยุดสมัยใหม่ กับสมัยก่อน มาดูกันว่าต่างกันยังไงบ้าง???
การตลาดยุดสมัยใหม่ กับสมัยก่อน มาดูกันว่าต่างกันยังไงบ้าง ???
อย่างแรก ยุคใหม่ต้องติดต่อสื่อสารแบ บสองทาง ไม่เหมือนยุคก่อนที่ติดต่อก ันแค่ฝั่งเดียว เหมือนลูกค้าคุยอยู่คนเดียว บอกอะไรไม่ได้ หรือแม้แต่มุมของนักการตลาด ที่ไม่เคยรู้ว่าลูกค้ารู้สึ กอย่างไร ต้องการอะไรบ้าง
อย่างต่อมา ยุคนี้ต้องเป็นการตลาดแบบที ่ลูกค้าเกิดความสนุกสนานหรร ษาพาเพลิน แต่ถ้าเป็นแบบก่อนแทบจะไม่ค ่อยเพลิดเพลินใจเท่าไร ดังนั้นลองดูสื่อต่างๆ ที่อยู่รอบตัวคุณได้ไม่ยาก เดี๋ยวนี้อะไรก็ต้องตลกเฮฮา มาก่อน เรียกว่า ขอขำก่อนมีชัยไปกว่าครึ่งแล ้ว
อีกมุมที่น่าสนใจ เดี๋ยวนี้ลูกค้าสามารถเข้าห าเราได้ง่ายขึ้น เช่น จากการหาใน Google, เปิดเพจให้ข้อมูลบน facebook รวมไปถึงการบอกต่อเล่าสู่กั นฟังจากคนใกล้ตัวหรือใกล้ชิ ดสนิทสนมนั่นเอง
สุดท้าย อีกหนึ่งวิธีของการทำการตลา ดที่ไม่ควรมองผ่านไป ในยุคนี้เป็นการตลาดแบบที่เ พิ่มมูลค่าให้กับลูกค้า ฉะนั้นการซื้อสินค้าและบริก ารแบบเดิมๆ อาจจะไม่พอแล้วนะครับ #การตลาด3ช่า
อย่างแรก ยุคใหม่ต้องติดต่อสื่อสารแบ
อย่างต่อมา ยุคนี้ต้องเป็นการตลาดแบบที
อีกมุมที่น่าสนใจ เดี๋ยวนี้ลูกค้าสามารถเข้าห
สุดท้าย อีกหนึ่งวิธีของการทำการตลา
วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558
อุตสาหกรรม ลดสัดส่วนผู้หญิง
อุตสาหกรรมความงามลดกระชับสัดส่วนของผู้หญิง - Growth industry ที่มีระดับการเติบโตปีละเกือบ 20% จากการเติบโตจากการผลิตและส่งออกที่ทำให้จีนใช้เวลาเพียง 20 กว่าปีก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจอันดับสองของโลกได้ นโยบายของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาโตจากการบริโภคภายในที่เน้นการบริการมากขึ้น ทำให้เวลานี้คือโอกาสดีของการเติบโตของธุรกิจด้านการบริการ
ตัวเลขผลการวิจัยตลาดจาก Euromonitor พบว่าอุตสาหกรรมบริการด้านความงามในประเทศจีนมีการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยปีละกว่า 16% ตั้งแต่ปี 2005 - 2011 และ Euromonitor ประมาณการเติบโตของอุตสาหกรรมบริการด้านความงามในจีนตั้งแต่ปี 2011 - 2015 ไว้ที่เฉลี่ยปีละ 21.6% นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากในระดับอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ภายในภาคการบริการด้านความงามนั้น ยังมีการเติบโตของธุรกิจลดกระชับสัดส่วน (Body Slimming) ซึ่งสามารถโตได้เฉลี่ยปีละ 17% ภายในช่วงเดียวกัน ปัจจัยเกื้อหนุนของการเติบโตมีดังนี้
1. การเพิ่มขึ้นของรายได้สำหรับประชากรหญิงของจีน ไม่เฉพาะหัวเมืองขนาดใหญ่ที่ถูกจัดเป็นเมืองชั้นที่ 1 เท่านั้น แต่เมืองที่มีขนาดรองลงไปอย่างเมืองชั้น 2, 3 และ 4 ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน และเป็นเมืองเป้าหมายของธุรกิจต่างชาติขนาดใหญ่ในการเข้าไปเปิดตลาด
2. ด้วยความมีระดับทางสังคมที่สูงขึ้น ประชากรหญิงชาวจีนจึงให้ความสนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกมากขึ้น และการใช้บริการโดยศูนย์บริการความงามจึงมากขึ้นตามไปด้วย
3. ความลดลงของความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ยาลดน้ำหนัก ทำให้เริ่มหันมาสนใจใช้บริการกระชับสัดส่วนที่ศูนย์บริการความงามมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับประทานยาเลย
4. มีจำนวนประชากรที่เข้าเกณฑ์น้ำหนักเกินสูงถึง 300 ล้านคนจากประชากร 1,200 ล้านคน ในปี 2012 ประมาณการโตยกระทรวงสาธารณสุขของจีน
ตลาดความงามของจีนมีการแข่งขันสูงและมีผู้เล่นกระจัดกระจายหลายราย สำหรับผู้เล่นที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นผู้เล่นจีนที่เน้นจับตลาด mass และราคาถูก ในขณะที่ผู้บริโภคที่เริ่มมีรายได้สูงขึ้นจะหันมาใช้บริการร้านที่มีราคาสูงกว่า มีแบรนด์ชัดเจน และมีงบการตลาดสูงพอที่จะจ้างดารามาสนับสนุนบริการ ซึ่งจะได้ความน่าเชื่อถือสูงกว่า...แอบเหมือนที่ไทยมากเลยนะครับ
ส่วนใหญ่แล้วแบรนด์ที่มีราคาระดับพรีเมียมขึ้นไปจะเป็นผู้เล่นต่างประเทศที่เข้าไปเปิดตลาด โดยเฉพาะผู้เล่นที่มาจากฮ่องกงและเกาหลี ซึ่งกระแสความนิยมของเกาหลีในเมืองจีนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆจากรายงานหนึ่งของ Euromonitor ในเดือนพฤษภาคมปี 2015 ที่เรียกว่า "Korean Wave”
แต่กระแสนิยมเกาหลีน่าจะกระทบกับสินค้า personal care เช่น ครีมบำรุงผิว มากกว่าตลาดบริการกระชับสัดส่วนซึ่งมีผู้เล่นในฮ่องกงเข้าไปบุกตลาดจีนเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว
ผู้เล่นแบรนด์ดังระดับนานาชาติอย่าง L'OREAL (OR) ก็ได้รับประโยชน์และเติบโตไปกับอุตสาหกรรมนี้ได้ไม่น้อยทีเดียว แต่ต้องเจอกับการแข่งขันกับผู้เล่นจีนที่แข่งแกร่งและเข้าใจความต้องการของชาวจีนมากกว่าอย่าง Shanghai Jahwa United (600315: SHA) โดยเฉพาะลูกค้าในเมืองชั้น 2, 3 และ 4 ที่ยังเป็นโอกาสของผู้เล่นจีนอย่างมากมาย
กลยุทธ์ของ L'oreal เพื่อสู้กับผู้เล่นจีนก็คือ เข้าซื้อกิจการของผู้นำในตลาดจีนนั่นเอง เหมือนที่บริษัทได้เข้าซื้อผู้นำในตลาดบำรุงผิวหน้าของจีนรายหนึ่งชื่อ Magic Holdings International ในปี 2013 ...อย่างไรก็ตาม ภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นแบบนี้ก็อาจทำให้ผู้นำตลาดของจีนเล่นแผนซื้อและควบรวมกิจการได้เหมือนกันนะครับ
สำหรับตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อความงามนั้น นอกจากจะมีผู้เล่นจีนที่กระจัดกระจายอยู่แล้ว ตลาดก็ยังเป็นที่หมายตาของผู้เล่นระดับโลกอย่าง Procter & Gamble (PG:US) และ Unilever (ULVR:LN) อีกด้วย
สำหรับช่องทางการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นในกลุ่มนี้ของตลาดจีน อเมริกา หรือ อังกฤษ นักลงทุนไทยสามารถลงทุนได้ผ่านทางบัญชี global trading กับธนาคารพาณิชย์หรือโบรกเกอร์ชั้นนำของเมืองไทยครับ เรื่องของความสวยความงาม รวมกับรายได้ของประชากรขนาดมหาศาลแบบนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในสุดยอดโอกาสการลงทุนในธุรกิจเติบโตสูงของแดนมังกรนะครับ
ขอบคุณบทความดีดีจาก Stcok2morrow ครับ http://www.stock2morrow.com/article-detail.php?id=426
วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558
CONTENT ต้องพอดีคำ เพราะเวลามีจำกัด
โลกโซเชียลทุกวันนี้มีอะไรให้เราเข้าไปดูมากมาย จึงไม่แปลกที่คนเราดูจะจดจ่อ เรื่องหนึ่งๆน้อยลง โดยบทความจาก Marketo วิเคราะห์ว่า ในปี 2015 เวลาในการรับชม Content อะไรก็ตาม อยู่ที่ 8.25 วินาที เท่านั้น !!! ลดลงจากปี 2012 ที่อยู่ที่ 12 วินาที และส่วนใหญ่ก็เล่นโซเชียลผ่านสมาร์ทโฟนด้วย ดังนั้นเลื่อนปรื้ดๆ กันเลยทีเดียว
จากข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุให้คอนเทนท์สมัยใหม่ จำเป็นต้องมีคอนเทนท์ที่กระชับจัดให้ผู้อ่านด้วย เรามาดูกันว่า องค์ประกอบที่จะทำให้ 8.25 วินาทีนี้มีค่า มีอะไรบ้าง
พาดหัวต้องดึงดูดการพาดหัวนั้นถือเป็นศาสตร์ขนานหนึ่ง เพราะนอกจากจะต้องทำให้ดึงดูดผู้อ่านแล้ว ยังต้องกระชับอีกด้วย เราจึงอาจจะเห็นการพาดหัวทั้งในไทย และต่างประเทศ ใช้วิธีการพาดหัวแบบเรียกลูกค้า ซึ่งถึงแม้จะทำให้คนกดเข้าไปอ่าน แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมักไม่ดีตามมา ดังนั้นพาดหัวที่ดี ต้องสั้น ดึงดูด และครอบคลุมเนื้อข่าว
Text ต้องกระชับที่สุดตัวเนื้อหาข้างในก็ต้องกระชับ และไม่วกไปวนมา ถ้าจำเป็นต้องใส่ข้อความเยอะ ก็ควรมีสรุปเน้นไว้ให้ด้วย ผู้บริโภคที่เร่งรีบ จะได้ Scan และ รับข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว
Infographic ช่วยได้ถ้าข้อความจำเป็นต้องเยอะ ก็ต้องหาภาพ และ Infographics เข้ามาช่วย เพราะนอกจากจะอ่านง่ายแล้ว ยังทำให้คอนเทนท์น่าสนใจ ดึงดูดให้คนเข้ามาอ่านได้
คลิปน่าสนใจ ไม่อยากปิดการทำคลิปทำให้คนอยากดู แต่ถ้าเปิดคลิปมาแล้วไม่น่าสนใจ ก็พร้อมปิดได้เหมือนกัน ทุกวันนี้งานโฆษณาจึงต้องผลิต และสรรหาคลิปสนุกๆ ดูแล้วไม่น่าเบื่อมาให้ผู้ชม เพราะปัจจุบันเมื่อผู้ชมรู้ว่าเป็นโฆษณาก็เตรียมกดปิดแล้ว ถ้าเป็นโฆษณาที่ไม่ดีก็ยิ่งเสียเวลาใหญ่
ขอบคุณข้อมูลจาก Marketeer (http://marketeer.co.th/2015/10/bite-size-conte/)
วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ทำไมลูกค้าถึงซื้อล่ะครับ???
วันนี้เอาข้อมูลดีดีมาฝากเกี่ยวกับ "ทำไมลูกค้าถึงซื้อล่ะครับ" มาดู 8 ประเด็นที่อาจดูสั้นๆ ที่มีความหมายย๊าวยาวกันครับ
1) ปัจจัยหลักที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ คือ "คุณภาพของผลิตภัณฑ์คุณ" คิดเป็น 56% ครับ เรื่องคุณภาพยังมาเป็นที่หนึ่งนะครับ อย่ามองข้ามไปโดยเด็ดขาด
2) การเปรียบเทียบราคาสินค้าของห้างสรรพสินค้าคู่แข่งเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อของในห้างของคุณได้ถึง 80%
3) เวลาจะซื้อสินค้าที่มีมูลค่ามากๆ หรือราคาสูงๆ นักช้อปที่แอบเล็งของไว้ในใจ กลุ่มนี้จะแอบไปเช็คราคา หรือดูสินค้าจากห้างสรรพสินค้าก่อน แล้วคดีพลิกหันมาแอบซื้อบนออนไลน์ถึง 62%
4) สินค้าแนวเทคโนโลยี ถ้าอยากให้คนซื้อสินค้า ควรจะทำวิดีโอแนะนำไว้นะครับ เพราะคนดู 9 ใน 10 คน บอกว่าถ้าได้ดูแล้วอาจจะจ่ายเงินให้คุณได้
5) 54% ของเหล่านักช้อปเป็นเจ้าของ smartphone และ 76% ของเจ้าของ smartphone กลุ่มก่อนหน้าเมื่อกี้ก็ใช้มือถือในการช้อปปิ้งครับ
6) รู้หรือเปล่าว่าการโพสข้อความของเพื่อนเรามีผลต่อการซื้อโดยตรงของคุณ 81% นะครับ
7) ต่อจากข้อเมื่อสักครู่นี้ การโพสของเพื่อนคุณเกี่ยวกับเหล่าโปรโมชั่นของยี่ห้อต่างๆ มีผลทำให้คุณตอบสนองถึง 30% เลยทีเดียว
8) การทำเนื้อหาพร้อมรูปภาพ สามารถสร้างความผูกพันธ์กับแบรนด์ของคุณได้ 44% ตามมาด้วยการทำเนื้อหาพร้อมวีดีโอ สร้างได้ 40% ครับ
ขอบคุณที่มาจาก http://blog.hubspot.com/marketing/why-people-buy-factors-influence-purchase-descision และรูปภาพจาก Google
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558
"ทอยลูกเต๋า⚂...ตกช่องงูซะอย่างงั้น"
ทุกคนน่าจะเคยเล่นเกมกระดานสุดฮิตอย่างเกมบั นไดงูใช่มั้ยครับ เกมที่จุดหมายเพื่อไปให้ถึง เส้นชัยก่อนคนอื่นๆ ที่ร่วมเล่นในรอบวงด้วยกัน
มาทวนกติกามารยาทการเล่นกัน หน่อยดีกว่า ตัวช่วยที่ทำให้ถึงเร็วขึ้น คือ บันได ตกช่องนี้ก็จะได้เลื่อนไปช่ องที่สูงกว่าหรือบนกว่า
ส่วนตัวไม่ช่วยก็คือเจ้างูท ี่ชอบพาดตัวเลื้อยยาว พอตกช่องนี้มีแต่ร่วงกราวเล ยครับพี่น้อง
ผมไม่ได้พาทุกคนมาเล่นเกมบั นไดงูธรรมดานะครับ อยากให้ทุกคนลองมองตามผมว่า ถ้าในเกมผู้เล่นบันไดงูของพ วกเรามีผู้เล่น 4 คน จะมีเพียงแค่ 1 คนเท่านั้นที่ถึงเส้นชัยก่อน
แล้วถ้าในเกมมีคนเล่น 6 คนพร้อมกัน เช่นเดิมก็จะมีเพียง 1 คนที่ถึงช่อง Finish หรือเส้นชัยก่อนเสมอ
ก็เหมือนการซื้อของจริงๆ ล่ะครับ มีคนหลายคนสนใจเข้ามาหลากหล าย แต่จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั ้นที่เลือกซื้อของคุณนะ
มาทวนกติกามารยาทการเล่นกัน
ส่วนตัวไม่ช่วยก็คือเจ้างูท
ผมไม่ได้พาทุกคนมาเล่นเกมบั
แล้วถ้าในเกมมีคนเล่น 6 คนพร้อมกัน เช่นเดิมก็จะมีเพียง 1 คนที่ถึงช่อง Finish หรือเส้นชัยก่อนเสมอ
ก็เหมือนการซื้อของจริงๆ ล่ะครับ มีคนหลายคนสนใจเข้ามาหลากหล
สิ่งที่ผมอยากเปรียบให้ดูคื
☞เกมบันไดงู = เส้นทางที่คนคนหนึ่งต้องเดิ
☞ผู้เล่นในเกม = ตัวคนที่สนใจ ในผลิตภัณฑ์ของคุณเอง หรือ Potential Lead
☞ช่องเส้นชัย = จุดที่คนที่สนใจ ผลิตภัณฑ์ตัดสินใจซื้อ หรือจ่ายเงินให้คุณ
☞ช่องบันได = ตัวช่วยหรือตัวกระตุ้น ให้คนที่สนใจตัดสินใจได้เร็
☞ช่องเจ้างู = ตัวฉุดรั้งให้คนที่สนใจไปไม
สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือให้คุ
ตอนต่อไปผมจะมาแนะนำต่อว่า เราเขียนเส้นทางบันไดงูของค
ชอบไม่ชอบบทความนี้อย่างไรแ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












