วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

อะไรที่บอกว่า "ออร์แกนิค" ทำไมถึงแพงลิ่วง่ะ???

มีใครเป็นเหมือนผมบ้างหรือเปล่าครับ เวลาเราเดินไปในห้างสรรพสินค้า หรือตามสถานที่ที่ขายของชั้นนำ แล้วมีป้ายบอกรายละเอียดสินค้าว่า อันนี้เป็นแบบพีชผักผลไม้ที่ปลูกแนวออร์แกนิค (Organic) หรือของแนวไร้สารเคมีในการสร้างก่อเกิดจนสำเร็จขึ้นมา พอเห็นพลิกกลับไปดูป้ายราคาเท่านั้นแหละ มีลมจับพับทรุดกันหน้าชั้นวางสินค้าเลยทีเดียว ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเข้าใจว่าของกลุ่มนี้ราคาน่าจะไม่ต่างกับของราคาปกติทั่วไปในท้องตลาด แต่ความจริงแล้วต้นทุนสินค้าผลิตภัณฑ์แนวนี้สูงกว่าปกตินะครับ แล้วทำไมต้องสูงกว่าคนอื่นล่ะ งั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่าทำไม



ข้อแรก ในฟาร์มปลูกพืชผักออร์แกนิค หรืออะไรที่ไม่แตะต้องสารเคมีเนี่ย ต้องใช้ปุ๋ยแบบอินทรีย์เท่านั้น แน่นอนว่าราคาปุ๋ยที่ใช้ก็เลยสูงกว่าปุ๋ยเคมีนั่นเอง ไม่เท่านั้นนะครับ ยังมีการวางแผนปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อคงคุณภาพของสภาพดินไว้ รวมทั้งรักษาการเติบโตของวัชพีชที่อยู่ในดินไว้ด้วยเช่นกัน พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวไปแล้ว ต้องมีการปลูกพืชคลุมดิน เพื่อเติมสารไนโตรเจนสำหรับใช้เป็นอาหารของพีชในรุ่นถัดๆ ไปนั่นเอง เห็นมั้ยครับแค่การเริ่มปลูกก็ใช้การวางแผนที่ต้องรอบคอบ และการใช้อินทรีย์วัตถุเท่านั้นด้วย


ข้อสอง ต้องมีการใช้แรงงานคนมากกว่าปกติ ไม่ใช่เอาไว้เฝ้าขโมยที่จะมาตัดผักนะครับ (คนที่ไปขโมยหรือตัดผลผลิตแบบนี้ น่าให้ตำรวจจับให้ได้ทุกกรณีจริงๆ) แต่เพราะว่าต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ เนื่องจากไม่ได้มีการใช้สารเคมีต่างๆ ฉะนั้นการกำจัดแมลงศัตรูพีช จึงต้องใช้คนในการจัดระเบียบสังคมให้นั่นเอง

และข้อสุดท้าย ขอวนไปเรื่องเศรษฐศาสตร์สักหน่อยนะครับ กับเรื่อง Demand และ Supply กลุ่มผลิตภัณฑ์แนวนี้มีจุดคิด ก็คือผู้บริโภคคิดสมัยนี้เริ่มหันมาเลือกผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคสูงขึ้น หรือนิยมมากขึ้นนั่นเอง แต่จำนวนผู้ผลิตผักผลไม้พีชพรรณต่างๆ ยังคงมีจำนวนเท่าเดิม ซึ่งดูแบบกวาดตาเร็วๆ จะเห็นว่าไม่น่าเพียงพอต่อความต้องการในตลาดแน่ๆ จึงทำให้เกิดความต้องการที่มากกว่าสินค้าในโลกแห่งความเป็นจริง ดังนั้นถ้าหลายๆ คนวาดกราฟของ Demand กับ Supply ได้ จะรู้ว่าสถานการณ์นี้ของในตลาดมีมารอจำหน่ายเท่าเดิม แต่คนต้องการมากยิ่งขึ้น ราคาจำหน่ายก็ต้องสูงกว่าปกติ เพราะมีความต้องการมากนั่นเองครับ


ได้ทราบเหตุผลทั้ง 3 ข้อของสิ่งที่มีผลต่อราคาของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Organic ไปแล้ว ใครที่ชื่นชอบแนวสินค้านี้ก็จะได้ซื้ออย่างสะดวกใจมากขึ้นว่า สิ่งที่เราซื้อมาได้ซื้อของที่มีคุณภพาปราศจากสารต่างๆ แน่นอน และในทางกลับกันผู้ผลิตที่เห็นว่ากลุ่มนี้น่าสนใจ แล้วจะเข้ามาสู่สมรภูมิแห่งนี้ ก็อยากให้ทำสินค้าที่มีคุณภาพจริงๆ ไม่หลวงหลอกคนซื้อนะครับ ไม่ใช่เอะอะก็อ้างว่าไร้สาร ปลูกแบบ Organic แน่นอนชัวร์ป๊าบล้านเปอร์เซ็นต์อ่ะครับ การไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้บยริโภคเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำนะครับผม

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก Google ครับ

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

บริษัทแอพแท็กซี่ในอินโดฯ ทดสอบกลิ่น "ดมรักแร้" ก่อนรับทำงาน

บริษัทแอพแท็กซี่ในอินโดฯ ทดสอบกลิ่น "ดมรักแร้" ก่อนรับทำงาน

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ #การตลาด3ช่า ขอยกให้ในมุมการต่อยอดบริการในมุมประสบการณ์ดีดีของลูกค้า หรือเรียกว่าตอบโจทย์เพื่อควาทพึงพอใจได้ ด้วยอาชีพที่หลายคนถ้าได้อ่านเนื้อข่าวแล้ว อาจจะรู้สึกสุดแปลก แต่มีจริงขึ้นมาแล้วครับ มาดูรายละเอียดตัวอย่างที่น่าศึกษานี้กันครับ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Uberjek บริษัทรถจักรยานยนต์ออนไลน์ ในประเทศอินโดนีเซีย ผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นที่ใช้เรียกรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์ ผุดไอเดียเพื่อให้ธุรกิจมีความสมบูรณ์แบบ โดยคำนึงถึงกลิ่นกายของผู้ขับขี่สำคัญ จึงมีการทดสอบกลิ่นกายของพนักงาน ก่อนเข้ารับทำงาน เพื่อความพึงพอใจของลูกค้า ทำให้เกิดอาชีพที่เรียกว่า "Sniffer" หรืออาชีพ ดมกลิ่นกาย-รักแร้



Aris Wahyudi ผู้ก่อตั้งบริษัท Uberjek กล่าวว่า "การพูดในที่ๆอับ หรือที่ร้อนระอุ อาจทำให้กลิ่นอันไม่เพิ่งประสงค์ส่งผลกระทบต่อลูกค้า อาจเกิดความไม่ประทับใจ จึงได้เกิดการทดสอบกลิ่มรักแร้ ก่อนเข้ารับการทำงาน"

อาชีพนักดมรักแร้ เป็นอาชีพที่เคยมีอยู่จริงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคนเล่านี้ถูกว่าจ้างจากบริษัทผู้ผลิตโรลออนหรือน้ำยาระงับกลิ่นกายต่างๆ และพวกเขามีหน้าที่ดมกลิ่นกายของผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งการทดสอบนั้นจะทำโดยให้ผู้ทดลองใช้เเต่ละคนทาน้ำยาระงับกลิ่นกายที่รักเเร้เพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างหนึ่งปล่อยตามธรรมชาติ จากนั้นนักดมรักเเร้จะทำการดมเพื่อพิสูจน์ว่ากลิ่นเป็นเช่นไร

Endang Ahmad วัย 37 ปี นักดมกลิ่นตัว-รักแร้ กล่าวว่า "ผมพบคนหลายประเภทที่มีกลิ่มตัวเหม็น ซึ่งผมได้ให้คะแนนผู้สมัครที่ยืนกางแขนอยู่ด้านหน้า และดมกลิ่นเหงื่อหรือกลิ่นรักแร้ ถ้ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เราจะไม่ให้ผ่าน"

หลายบริษัทต่างต้องงัดกลยุทธิ์เพื่อมัดใจลูกค้า ซึ่งอาชีพที่ว่ามานี้ ถือเป็นอาชีพสุดแปลกอาชีพหนึ่ง ที่สามารถสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าได้ดี และถือเป็นการบริการที่สำคัญในการประกอบธุรกิจเช่นคนขับรถให้สำเร็จ เพื่อให้ลูกค้าไว้วางใจ...

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก www.nationtv.tv/main/content/foreign/378485085/

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2559

การตลาดเพื่อความยั่งยืน เส้นทางที่คุณคู่ควร

หลังจากที่ชาว Blog การตลาด3ช่า ได้อ่านตอน การตลาดแบบยั่งยืนสไตล์ญี่ปุ่น กันไปแล้ว (เมื่อวานนี้) เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับไอเดียสุดเจิดเกิดประกาย แพรวพราวดาวลูกไก่ของพี่ยุ่นประเทศนี้ ต้องยกนิ้วให้จริงๆ กับหลากหลายมิติที่มองถึงสินค้าและบริการของเขา วันนี้ผมยังอยากมาต่อเรื่องราวเกี่ยวกับ "การตลาดที่ยั่งยืน" กันต่อดีกว่านะครับ

เคยสังเกตรอบๆตัวกันบ้างหรือเปล่าครับว่า ทำไมบางยี่ห้อ บางสินค้ายังนิยมทำการตลาดในแนวเดิมๆ บางแบรนด์ก็กลับด้านพลิกโฉมโอมมะลึกกึกกึ๋ย เปลี่ยนด้านแบบทีวี 360 องศาก็มี ในขณะที่โลกของการตลาดขยับจาก การตลาด 1.0 ไปเป็น 2.0 และที่มาแล้วคือ การตลาดแบบ 3.0 ที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากขึ้น แล้วแก่นหลักของการตลาดจริงๆ คืออะไรกันแน่อ่ะ??? อะไรที่ทำให้การตลาดอยู่กันได้ยาวยาว ยั่งยืนกันไปเรื่อยๆ เพราะในด้านเศรษฐศาสตร์ก็มีทฤษฎี เศรษฐกิจแบบยั่งยืน (Sustainable Economic) หรือการทำให้ยอดขายโตอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่ได้คิดถึงเฉพาะยอดขายเท่านั้น เราต้องคิดถึงความยั่งยืนในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนบอกว่าปวดหัวแล้ว อะไรล่ะที่เป็นการตลาดแบบยั่งยืนจริงๆ มีด้วยหรอ พูดเป็นเล่น หรือมาหลอกกันอ่ะป่าว งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า 3 แนวคิดที่จะทำให้การตลาดอยู่แบบยั้งยืนยงคงกระพันมีอะไรกันบ้าง

ข้อแรก "เอาคนนำ" ในมุมนี้เราต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมของคนแบบ 24 ชั่วโมง แบบบ้านอะคมเดมี่แฟนเทเชียที่ติดกล้องให้เรารู้ทุกความเคลื่อนไหว ทุกจังหวะชชีวิต หรือทุกท้วงทำนองของโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์คนหนึ่งแบบเรื่องจริงตัวจริง เพราะจุดนี้จะเป็นจุดที่จะทำให้เราเข้าใจและรู้ว่า เราสามารถเข้าไปเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับลูกค้า หรือคนที่สนใจผลิตภัณฑ์ของเราได้อย่างไร เริ่มจากการเอาใจใส่เรื่องเล็กๆใกล้ๆตัว จนขยายวงกว้างไปถึงการมอบความรักให้กับแบรนด์ของเรา ฉะนั้นหาจุดจุดนี้ให้เจอเร็วที่สุด ยิ่งเจอเร็วเรายิ่งได้เปรียบนะครับ
ข้อสอง "สร้างให้รัก" หลายคนบอกว่ายุคนี้อาจจะสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาสักอันยากจะตายอยู่แล้ว ไม่ได้เกิดมาหรือโผล่มาให้เห็นได้ง่ายๆ เพราะทุกอย่างรอบตัวแบรนด์ต่างๆ ล้นหลามบานเบอะเยอะแยะไปหมดแล้ว แหม๋ๆ ถ้าคุณคิดแบบนี้อันนี้อยากให้ลองปรับมุมคิดอีกหน่อยว่า ยิ่งมีแบรนด์มากในตลาด เรายิ่งได้เรียนรู้มากตามนะครับ เพราะเราจะได้เจอทั้งสิ่งที่น่าทำ และสิ่งที่ไม่น่าทำจากแบรนด์ต่างๆ นั่นเอง เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็อย่าเพิ่งท้อไปก่อนนะครับ ผมเป็นกำลังใจให้สำหรับแบรนด์ใหม่ๆ ที่เตรียมมาลงสู่สนามรบกัน และอีกข้อที่ต้องย้ำเตือนใส่ไอเดียกันให้เต็มที่ครับ คิดง่ายๆ เหมือนเราทำยำขึ้นมาสักจาน หยิบจับใส่เครื่องเติมรสกันให้แซ่บ แต่จานให้สวย หรือถ่ายรูปให้ดูน่าทาน แล้วเอามาตั้งให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาน้ำลายไหลย้อยคอยที่จะกินให้ได้ แบบนี้แบรนด์คุณก็เริ่มเข้าไปในใจแล้วระดับหนึ่ง
ข้อสุดท้าย "จิตสัมผัส" อันนี้ผมไม่ได้หมายถึงสิ่งที่คุณคิดอยู่ที่ปรากฎในรายการคนอวดผีนะ แต่ผมหมายถึงสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณ หรืออะไรที่เป็นนามธรรมที่ดูเหมือนจะจับต้องไม่ได้ แต่จริงๆแล้วมันมีตัวตนนะครับ อาทิเช่น เวลาคุณไปแช่บ่อน้ำร้อนออนเซนที่ประเทศญี่ปุ่น แช่ไปดูวิวภูเขาไฟพร้อมๆกัน ทั้งๆทีน้ำร้อนมากๆ แค่จะเอาเท้าแหย่ไปข้างเดียวก็สะดุ้งแล้ว แต่พอเรานั่งแช่ไปสักหน่อย เราก็อยู่ได้ยาวเป็นสิบสิบนาที หรือบางคนถึงครึ่งชั่วโมงก็มี เพราะมีบางอย่างที่ทำให้คุณหลงเข้าไปอยู่ในภวังค์อะไรบางอย่างนั่นเอง สิ่งนี้แหละครับ ถ้าสินค้าและบริการของคุณมี จะยิ่งทำให้คุณได้เปรียบกว่าคนอื่น แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ค่อนข้างไม่ง่ายเท่าไร แต่ผมเชื่อว่าคุณๆที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ต้องค้นหาเจออย่างแน่นอนครับ ฟันธง!!!
เป็นอย่างไรบ้างครับ กับ 3 แนวทางที่จะสร้างการตลาดแบบยั่งยืนในอีกมุมหนึ่ง ใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ผมมีอีกหนึ่งคำแนะนำดีดีมาให้ คุณลองนึกถึงร้านอาหารที่คุณชอบไปบ่อยๆ หรือโรงแรมที่คุณต้องไปพักประจำ หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยวที่คุณโปรดปราน สิ่งเหล่านี้ที่ยกตัวอย่างไป มีอะไรบางอย่างที่รอให้คุณกลับไปสัมผัส และค้นหามนต์เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่เสมอ เพราะไม่อย่างงั้นคุณไม่ยอมไปเป็นครั้งที่ 2 หรอกครับ จริงมั้ย??? แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้านะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

การตลาดแบบยั่งยืนสไตล์ญี่ปุ่น

ขอย้อนเวลาไปสักเมื่อปีที่แล้ว (2558) ผมเคยไปสมัครงานในบริษัทเกี่ยวกับพลังงานน้ำมันแห่งหนึ่ง ตอนวันสัมภาษณ์ผมเจอคำถามหนึ่งที่ผู้สัมภาษณ์ถามกลับมาหาเป็นคำถามท้ายๆ ของการสัมภาษณ์งานวันนั้นว่า "คุณนักการตลาดในปัจจุบัน อะไรเป็นแนวทางการทำการตลาดที่ยั่งยืนให้กับองค์กร ABCDEFG (ขอไม่เอยชื่อองค์กรนะครับ) ของเรา???"

สารภาพตามตรงแบบไม่อ้อมค้อมเลย ตอนนั้นผมตอบได้แย่จริงๆ ยังพอนึกคำตอบของตัวเองออกได้ว่าตอบไปประมาณไหน อยู่ดีดีเรื่องนี้ก็แพลมโผล่โอ้โหเหะขึ้นมาในหัวผมอีก ผมเลยมานั่งดูข้อมูลเก่าๆ ที่เคยรวบรวมไว้ ซึ่งเจอบทความหนึ่งจาก Jobsdb.com เกี่ยวกับตัวอย่างแนวทางการตลาดที่ยั่งยืน วันนี้ผมเลยขอหยิบบทความนั้นมาฝากกันนะครับ ลองอ่านดูแล้วคุณจะรู้ว่ามุมมองการตลาด ไม่ได้มองแค่ตรงๆ หรือมองไปแบบมุมเดียวอีกต่อไปแล้วครับ

กว่าจะเป็นบริษัทแถวหน้าของโลกอย่างทุกวันนี้ บริษัทผู้ผลิตยาสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง โคบายาชิฟาร์มาซูติคอล ซึ่งก่อตั้งโดย โคบายาชิ จูเบ ใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวมานานนับศตวรรษ ด้วยสโลแกน “You make a wish and we make it real” ซึ่งเป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่จะทำการสร้างสรรค์การตลาดและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ความต้องการและตลาดใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น



การสร้างสรรค์การตลาดชื่อเสียงของโคบายาชิฟาร์มาซูติคอลดังมาจนถึงในบ้านเรา คุณคงเคยได้ยินโฆษณายาทาแก้ปวดเมื่อย ที่มีชื่อว่า “อัมเมลทซ์ โยโกะ โยโกะ” ถึงแม้คนไทยจะไม่รู้ว่าชื่อยี่ห้อนี้สื่อถึงสินค้าอะไร แต่เพราะคำว่า โยโกะ โยโกะ นี่แหละที่สะดุดหู ชวนให้ฟังต่อว่าเขากำลังโฆษณาขายสินค้าอะไรอยู่

แต่ไหนแต่ไรมาชื่อสินค้าของ โคบายาชิฟาร์มาซูติคอล ก็ล้วนแต่มีลักษณะพิเศษที่แปลกใหม่และน่าสนใจบางชื่อตั้งให้ดูเป็นเด็กๆ รู้สึกคุ้นหูได้ง่าย บางชื่อฟังขำๆ ตลกๆ บางชื่อตั้งให้ฟังแล้วเข้าใจถึงกลไกและการใช้งานสินค้าทันที ชื่อสินค้าของ โคบายาชิฟาร์มาซูติคอล จึงติดหูและโด่งดังมาโดยตลอด

การสร้างสรรค์การตลาดที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาเชื่อว่า มาร์เก็ตติ้ง คือ การสร้างสรรค์การตลาดโดยในการตลาดนั้นมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ “สินค้า” “การกระจายสินค้า” และ “การสื่อสาร” ซึ่งการทำการตลาดอย่างสร้างสรรค์นั้นสิ่งที่นับว่าสำคัญที่สุดสำหรับเขา คือ การพัฒนาสินค้าจากไอเดียที่เป็นเลิศ แต่ก็ใช่ว่า การตลาดของเขาจะเริ่มต้นแบบไร้คู่แข่ง เพราะก่อนที่เขาจะพัฒนาน้ำยาดับกลิ่นและเพิ่มความหอมยี่ห้อ “Sawaday” นั้น ก็มีสินค้าที่อยู่มาก่อนแต่ดั้งเดิมอยู่แล้ว ซึ่งก็คือ การบูร นั่นเอง เพียงแต่ในบรรดายักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่แข่งยังไม่มีใครผลิตสินค้าตัวนี้ออกจำหน่าย จึงทำให้โคบายาชิฟาร์มาซูติคอล เป็นผู้นำตลาดยาดับกลิ่นและเพิ่มความหอม ก่อนใครในญี่ปุ่น


นอกจากจะมีแผนกมาร์เก็ตติ้งที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการตลาดโดยตรงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้การสร้างสรรค์การตลาดของโคบายาชิฟาร์มาซูติคอล มีการพัฒนาไอเดียไม่หยุดนิ่ง ก็คือ การเปิดรับความคิดเห็นจากพนักงานแผนกอื่นๆ มีส่วนร่วมในการเสนอแนะการพัฒนาสินค้า ที่เรียกว่า “ระบบการเสนอแนะโดยพนักงาน” โดยตั้งเงินรางวัลสำหรับผู้ที่เสนอไอเดียโดนใจนำไปใช้ได้จริงสูงสุดถึง 1 ล้านเยน

ถึงแม้ว่าจะยังไม่เคยมีใครได้รับรางวัลแจ็กพอตนี้ แต่รางวัลรองๆ ลงมา ก็มีการมอบกันอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้พนักงานนำเสนอไอเดียข้อเสนอแนะใหม่ๆ เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้กันในบริษัทนี้ไปแล้ว น่าชื่นใจแทนผู้บริหารเสียจริง

ด้วยการสร้างสรรค์การตลาดของเค้า จึงไม่แปลกใจเลยที่โคบายาชิฟาร์มาซูติคอล เป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างดีมาเนิ่นนานนับร้อยปี!!!

ขอบคุณบทความดีดีจาก Jobsdb.com ครับ ‪#‎การตลาด3ช่า‬

การตลาดยุดสมัยใหม่ กับสมัยก่อน มาดูกันว่าต่างกันยังไงบ้าง???

การตลาดยุดสมัยใหม่ กับสมัยก่อน มาดูกันว่าต่างกันยังไงบ้าง???

อย่างแรก ยุคใหม่ต้องติดต่อสื่อสารแบบสองทาง ไม่เหมือนยุคก่อนที่ติดต่อกันแค่ฝั่งเดียว เหมือนลูกค้าคุยอยู่คนเดียวบอกอะไรไม่ได้ หรือแม้แต่มุมของนักการตลาดที่ไม่เคยรู้ว่าลูกค้ารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไรบ้าง

อย่างต่อมา ยุคนี้ต้องเป็นการตลาดแบบที่ลูกค้าเกิดความสนุกสนานหรรษาพาเพลิน แต่ถ้าเป็นแบบก่อนแทบจะไม่ค่อยเพลิดเพลินใจเท่าไร ดังนั้นลองดูสื่อต่างๆ ที่อยู่รอบตัวคุณได้ไม่ยาก เดี๋ยวนี้อะไรก็ต้องตลกเฮฮามาก่อน เรียกว่า ขอขำก่อนมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

อีกมุมที่น่าสนใจ เดี๋ยวนี้ลูกค้าสามารถเข้าหาเราได้ง่ายขึ้น เช่น จากการหาใน Google, เปิดเพจให้ข้อมูลบน facebook รวมไปถึงการบอกต่อเล่าสู่กันฟังจากคนใกล้ตัวหรือใกล้ชิดสนิทสนมนั่นเอง

สุดท้าย อีกหนึ่งวิธีของการทำการตลาดที่ไม่ควรมองผ่านไป ในยุคนี้เป็นการตลาดแบบที่เพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้า ฉะนั้นการซื้อสินค้าและบริการแบบเดิมๆ อาจจะไม่พอแล้วนะครับ #การตลาด3ช่า


วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

อีคอมเมิร์ซทะลุ 2 ล้านล้าน "นักช็อปไทย" ไม่แพ้ใครในอาเซียน

ณ วันนี้ไม่อาจปฏิเสธความแรงของอีคอมเมิร์ซในไทย ที่เติบโตตามการเพิ่มขึ้นของสมาร์ทดีไวซ์และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่จะโตให้เต็มศักยภาพและยั่งยืน ควรจะมีข้อมูลสภาวะตลาดในปัจจุบันเพื่อคาดการณ์และวางกรอบการพัฒนาในอนาคต ทั้งในส่วนของนโยบายภาครัฐและการต่อยอดทางธุรกิจของเอกชน โดยเฉพาะในยุคที่รัฐบาลประกาศนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล 

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. จึงได้สำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซจากกลุ่มตัวอย่างของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซทั่วประเทศ เมื่อเมษายน ถึงตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซในปี 2557 พร้อมศึกษาและคาดการณ์มูลค่าในปี 2558



อีคอมเมิร์ซปี58 ทะลุ 2 ล้านล้าน 

"สุรางคณา วายุภาพ" ผู้อำนวยการ สพธอ. กล่าวว่า ในปี 2558 คาดการณ์มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.65% จากปี 2557 ที่มีมูลค่า 2 ล้านล้านบาท มาจากอีคอมเมิร์ซระหว่างธุรกิจด้วยกัน (B2B) 1.2 ล้านล้านบาท, ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) 4.7 แสนล้านบาท และระหว่างธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) 4 แสนล้านบาท โดยการใช้จ่ายอีคอมเมิร์ซของ B2C กับ B2G เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15.2% และ 3.9% ตามลำดับ ยกเว้น B2B ที่ปรับตัวลดลง

"จริง ๆ อีคอมเมิร์ซปีนี้ต้องโตทั้งตลาด เพราะตัวอุปกรณ์ และความครอบคลุมของอินเทอร์เน็ตในไทยค่อนข้างพร้อม แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจภายในยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เศรษฐกิจโลกก็ยังผันผวน ทำให้ความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดน้อยลง เมื่อเทียบกับปี 2557 มูลค่าอีคอมเมิร์ซกลุ่ม B2B ลดลง 0.3% และสัดส่วนของ B2B ยังปรับลดจาก 74.6% เหลือ 71.7% แต่มีอีคอมเมิร์ซกลุ่ม B2C เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 27.6% มาทดแทน ส่วน B2G ยังมีสัดส่วนใกล้กับปีก่อน"

ค้าปลีก 78.36% ไม่มีหน้าร้าน

ทั้งนี้ เมื่อไม่รวมการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ หรืออีออกชั่น "ค้าปลีก และค้าส่ง"คือกลุ่มที่เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 28.7% จากปี 2557 คิดเป็นมูลค่า 3.2 แสนล้านบาท เพราะผู้บริโภคกล้าตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ทั้งยังพบว่ากว่า 78.36% ของผู้ค้าใช้ช่องทางออนไลน์อย่างเดียว ไม่มีหน้าร้าน

ขณะที่ "บริการที่พัก" คือธุรกิจที่มีมูลค่ามากที่สุด ทั้งยังเพิ่มขึ้น 4.6% คิดเป็นมูลค่า 6.5 แสนล้านบาท แต่ "การประกันภัย" คือกลุ่มที่เติบโตลดลงมากที่สุด ราว 28.6% คิดเป็นมูลค่า 1.7 พันล้านบาท กับอุตสาหกรรมการผลิตที่ลดลง 20.5% คิดเป็นมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท เพราะเศรษฐกิจไม่ฟื้นทำให้กลุ่มการผลิตไม่กล้าทำตลาด

ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซ ทำให้ "สพธอ." ยังไม่อาจคาดการณ์มูลค่าอีคอมเมิร์ซปี 2559 ได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าจะต้องเติบโตในอัตราเดียวกับปี 2558 จากปัจจัยเสริมอย่าง บริการ 4G ที่ทำให้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงขึ้น และภาวะเศรษฐกิจที่น่าจะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ

"ผลสำรวจปี 2557 มูลค่าอีคอมเมิร์ซแบบ B2C ของไทยสูงถึง 4.1 แสนล้านบาท ถือเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน สูงกว่ามาเลเซียที่มีมูลค่า 3.4 แสนล้านบาท และสิงคโปร์ที่มี 1.2 แสนล้านบาท แต่ในปี 2558 ยังต้องรอให้ตัวเลขของประเทศอื่น ๆ ออกมาก่อนจึงจะบอกได้ว่ายังเป็นอันดับ 1 หรือไม่ แต่ก็ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่น่าสนใจของบริษัทต่างชาติในการเข้ามาทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ"
จากนี้สพธอ.จึงจะเดินหน้าในการสนับสนุนทั้งข้อมูลและผลักดันการสร้างกลไกรัฐที่เอื้อต่อการค้าขายออนไลน์เช่นการขอให้ภาครัฐปรับลดอัตราภาษีการค้าออนไลน์เพื่อกระตุ้นให้เกิดผู้ประกอบการชาวไทยมากขึ้น

แนะขยายตลาดตปท.หนีแข่งดุ

"ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซระดับท้องถิ่นยังไม่แข็งแรงจึงมีโอกาสที่ทุนจากต่างประเทศจะเข้ามาซื้อกิจการไปทั้งหมดทางสมาคมจึงวางแผนพัฒนาผู้ประกอบการและเตรียมสร้างช่องทางในการทำตลาดในต่างประเทศให้ง่ายขึ้นเนื่องจากตลาดในประเทศเริ่มแข่งขันสูงการขยายไปต่างประเทศจึงเป็นทั้งการขยายตลาดและโอกาสทางธุรกิจทั้งการสร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งในจีนและสิงคโปร์เริ่มใช้กลยุทธ์นี้แล้ว

"จะทำอีคอมเมิร์ซให้สำเร็จ การทำโฆษณาออนไลน์ก็จำเป็น ยอดโฆษณาออนไลน์ในไทยปีนี้แตะ 9.8 พันล้านบาทแล้ว และปีหน้าคงทะลุ 1 หมื่นล้านบาทแน่นอน แต่ครึ่งหนึ่งเป็นเงินที่เราจ่ายให้เมืองนอก เช่น ซื้อโฆษณาบนกูเกิล, เฟซบุ๊ก และไลน์ ดังนั้นเมื่อจ่ายแล้ว ก็ควรไปทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น และดึงบริษัทเหล่านี้มาตั้งที่ประเทศไทยให้เต็มตัวซึ่งก็อยู่ที่มาตรการภาครัฐจะดูแลเรื่องนี้อย่างไร เพราะการค้าออนไลน์ ก็ต้องทำตลาดออนไลน์"

นอกจากนี้ สมาคมจะจัดงาน Thailand Online Mega Sale ในวันที่ 1-3 ธ.ค. เพื่อกระตุ้นให้การจับจ่ายออนไลน์ของผู้บริโภค โดยจะร่วมกับผู้ค้าชั้นนำมาลดราคาพร้อมกันซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 หลังจากได้รับผลตอบรับที่ดีในงานปีแรก

เร่งพัฒนาคนให้ทันเทคโนโลยี

"สรรเสริญ สมัยสุต" หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ กลุ่มบริษัทแอสเซนต์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องบุคลากรที่มีความรู้เรื่องอีคอมเมิร์ซ พบทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังไม่มีความรู้ด้านช่องทางการขาย และการตลาดออนไลน์ ขณะที่อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ก็ขาดคนมารองรับการขยายตัวของธุรกิจ ทำให้ต้องจ้างต่างชาติและมีการซื้อตัวกันอย่างรุนแรงจนเกิดค่าตัวเฟ้อเกินจริง

"พอคนในประเทศมีพื้นความรู้เรื่องอีคอมเมิร์ซค่อนข้างน้อยคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงานก็ต่ำลงและถึงภาครัฐจะสนับสนุนด้านอินฟราสตรักเจอร์เช่นการเปิดประมูล4Gหรือการทำบรอดแบนด์แห่งชาติ ถ้าคนไทยใช้ไม่เป็นก็ไม่เกิดประโยชน์ กลายเป็นคนที่ใช้คือ ทุนต่างชาติที่เข้ามาหาโอกาสธุรกิจในบ้านเรา ดังนั้นรัฐต้องใส่ใจเรื่องความรู้ กับแหล่งทุนเพื่อให้เกิดอีคอมเมิร์ซไทยแท้ นอกจากนี้ยังต้องสนับสนุนให้ไปทำตลาดในต่างประเทศด้วยเพราะถึงโอกาสในไทยยังกว้าง แต่การแข่งขันก็สูงมาก"

"ภวิน แย้มประเสริฐ" ผู้ช่วยผู้อำนวยการบริษัท พันธวณิช จำกัด กล่าวเสริมว่า ในทิศทางของ B2B แม้ปีนี้จะเติบโตลดลงเล็กน้อย แต่ปี 2559 น่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติผ่านการที่ภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ที่สำคัญการเริ่มต้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้เกิดอิสระทางการค้าซึ่งมีทั้งแง่บวก และแง่ลบกับธุรกิจ เพราะถึงจะมีโอกาสค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น แต่ด้วยอีคอมเมิร์ซของประเทศเหล่านั้นก็ค่อนข้างแข็งแกร่ง จึงต้องอาศัยการร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อรักษาอัตราการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจ http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448516610

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อุตสาหกรรม ลดสัดส่วนผู้หญิง

อุตสาหกรรมความงามลดกระชับสัดส่วนของผู้หญิง - Growth industry ที่มีระดับการเติบโตปีละเกือบ 20% จากการเติบโตจากการผลิตและส่งออกที่ทำให้จีนใช้เวลาเพียง 20 กว่าปีก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจอันดับสองของโลกได้ นโยบายของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาโตจากการบริโภคภายในที่เน้นการบริการมากขึ้น ทำให้เวลานี้คือโอกาสดีของการเติบโตของธุรกิจด้านการบริการ

ตัวเลขผลการวิจัยตลาดจาก Euromonitor พบว่าอุตสาหกรรมบริการด้านความงามในประเทศจีนมีการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยปีละกว่า 16% ตั้งแต่ปี 2005 - 2011 และ Euromonitor ประมาณการเติบโตของอุตสาหกรรมบริการด้านความงามในจีนตั้งแต่ปี 2011 - 2015 ไว้ที่เฉลี่ยปีละ 21.6% นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากในระดับอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ภายในภาคการบริการด้านความงามนั้น ยังมีการเติบโตของธุรกิจลดกระชับสัดส่วน (Body Slimming) ซึ่งสามารถโตได้เฉลี่ยปีละ 17% ภายในช่วงเดียวกัน ปัจจัยเกื้อหนุนของการเติบโตมีดังนี้
1. การเพิ่มขึ้นของรายได้สำหรับประชากรหญิงของจีน ไม่เฉพาะหัวเมืองขนาดใหญ่ที่ถูกจัดเป็นเมืองชั้นที่ 1 เท่านั้น แต่เมืองที่มีขนาดรองลงไปอย่างเมืองชั้น 2, 3 และ 4 ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน และเป็นเมืองเป้าหมายของธุรกิจต่างชาติขนาดใหญ่ในการเข้าไปเปิดตลาด
2. ด้วยความมีระดับทางสังคมที่สูงขึ้น ประชากรหญิงชาวจีนจึงให้ความสนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกมากขึ้น และการใช้บริการโดยศูนย์บริการความงามจึงมากขึ้นตามไปด้วย
3. ความลดลงของความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ยาลดน้ำหนัก ทำให้เริ่มหันมาสนใจใช้บริการกระชับสัดส่วนที่ศูนย์บริการความงามมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับประทานยาเลย
4. มีจำนวนประชากรที่เข้าเกณฑ์น้ำหนักเกินสูงถึง 300 ล้านคนจากประชากร 1,200 ล้านคน ในปี 2012 ประมาณการโตยกระทรวงสาธารณสุขของจีน
ตลาดความงามของจีนมีการแข่งขันสูงและมีผู้เล่นกระจัดกระจายหลายราย สำหรับผู้เล่นที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นผู้เล่นจีนที่เน้นจับตลาด mass และราคาถูก ในขณะที่ผู้บริโภคที่เริ่มมีรายได้สูงขึ้นจะหันมาใช้บริการร้านที่มีราคาสูงกว่า มีแบรนด์ชัดเจน และมีงบการตลาดสูงพอที่จะจ้างดารามาสนับสนุนบริการ ซึ่งจะได้ความน่าเชื่อถือสูงกว่า...แอบเหมือนที่ไทยมากเลยนะครับ
ส่วนใหญ่แล้วแบรนด์ที่มีราคาระดับพรีเมียมขึ้นไปจะเป็นผู้เล่นต่างประเทศที่เข้าไปเปิดตลาด โดยเฉพาะผู้เล่นที่มาจากฮ่องกงและเกาหลี ซึ่งกระแสความนิยมของเกาหลีในเมืองจีนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆจากรายงานหนึ่งของ Euromonitor ในเดือนพฤษภาคมปี 2015 ที่เรียกว่า "Korean Wave”
แต่กระแสนิยมเกาหลีน่าจะกระทบกับสินค้า personal care เช่น ครีมบำรุงผิว มากกว่าตลาดบริการกระชับสัดส่วนซึ่งมีผู้เล่นในฮ่องกงเข้าไปบุกตลาดจีนเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว
ผู้เล่นแบรนด์ดังระดับนานาชาติอย่าง L'OREAL (OR) ก็ได้รับประโยชน์และเติบโตไปกับอุตสาหกรรมนี้ได้ไม่น้อยทีเดียว แต่ต้องเจอกับการแข่งขันกับผู้เล่นจีนที่แข่งแกร่งและเข้าใจความต้องการของชาวจีนมากกว่าอย่าง Shanghai Jahwa United (600315: SHA) โดยเฉพาะลูกค้าในเมืองชั้น 2, 3 และ 4 ที่ยังเป็นโอกาสของผู้เล่นจีนอย่างมากมาย
กลยุทธ์ของ L'oreal เพื่อสู้กับผู้เล่นจีนก็คือ เข้าซื้อกิจการของผู้นำในตลาดจีนนั่นเอง เหมือนที่บริษัทได้เข้าซื้อผู้นำในตลาดบำรุงผิวหน้าของจีนรายหนึ่งชื่อ Magic Holdings International ในปี 2013 ...อย่างไรก็ตาม ภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นแบบนี้ก็อาจทำให้ผู้นำตลาดของจีนเล่นแผนซื้อและควบรวมกิจการได้เหมือนกันนะครับ
สำหรับตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อความงามนั้น นอกจากจะมีผู้เล่นจีนที่กระจัดกระจายอยู่แล้ว ตลาดก็ยังเป็นที่หมายตาของผู้เล่นระดับโลกอย่าง Procter & Gamble (PG:US) และ Unilever (ULVR:LN) อีกด้วย
สำหรับช่องทางการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นในกลุ่มนี้ของตลาดจีน อเมริกา หรือ อังกฤษ นักลงทุนไทยสามารถลงทุนได้ผ่านทางบัญชี global trading กับธนาคารพาณิชย์หรือโบรกเกอร์ชั้นนำของเมืองไทยครับ เรื่องของความสวยความงาม รวมกับรายได้ของประชากรขนาดมหาศาลแบบนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในสุดยอดโอกาสการลงทุนในธุรกิจเติบโตสูงของแดนมังกรนะครับ
ขอบคุณบทความดีดีจาก Stcok2morrow ครับ http://www.stock2morrow.com/article-detail.php?id=426