วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

การตลาดยุดสมัยใหม่ กับสมัยก่อน มาดูกันว่าต่างกันยังไงบ้าง???

การตลาดยุดสมัยใหม่ กับสมัยก่อน มาดูกันว่าต่างกันยังไงบ้าง???

อย่างแรก ยุคใหม่ต้องติดต่อสื่อสารแบบสองทาง ไม่เหมือนยุคก่อนที่ติดต่อกันแค่ฝั่งเดียว เหมือนลูกค้าคุยอยู่คนเดียวบอกอะไรไม่ได้ หรือแม้แต่มุมของนักการตลาดที่ไม่เคยรู้ว่าลูกค้ารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไรบ้าง

อย่างต่อมา ยุคนี้ต้องเป็นการตลาดแบบที่ลูกค้าเกิดความสนุกสนานหรรษาพาเพลิน แต่ถ้าเป็นแบบก่อนแทบจะไม่ค่อยเพลิดเพลินใจเท่าไร ดังนั้นลองดูสื่อต่างๆ ที่อยู่รอบตัวคุณได้ไม่ยาก เดี๋ยวนี้อะไรก็ต้องตลกเฮฮามาก่อน เรียกว่า ขอขำก่อนมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

อีกมุมที่น่าสนใจ เดี๋ยวนี้ลูกค้าสามารถเข้าหาเราได้ง่ายขึ้น เช่น จากการหาใน Google, เปิดเพจให้ข้อมูลบน facebook รวมไปถึงการบอกต่อเล่าสู่กันฟังจากคนใกล้ตัวหรือใกล้ชิดสนิทสนมนั่นเอง

สุดท้าย อีกหนึ่งวิธีของการทำการตลาดที่ไม่ควรมองผ่านไป ในยุคนี้เป็นการตลาดแบบที่เพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้า ฉะนั้นการซื้อสินค้าและบริการแบบเดิมๆ อาจจะไม่พอแล้วนะครับ #การตลาด3ช่า


วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

อีคอมเมิร์ซทะลุ 2 ล้านล้าน "นักช็อปไทย" ไม่แพ้ใครในอาเซียน

ณ วันนี้ไม่อาจปฏิเสธความแรงของอีคอมเมิร์ซในไทย ที่เติบโตตามการเพิ่มขึ้นของสมาร์ทดีไวซ์และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่จะโตให้เต็มศักยภาพและยั่งยืน ควรจะมีข้อมูลสภาวะตลาดในปัจจุบันเพื่อคาดการณ์และวางกรอบการพัฒนาในอนาคต ทั้งในส่วนของนโยบายภาครัฐและการต่อยอดทางธุรกิจของเอกชน โดยเฉพาะในยุคที่รัฐบาลประกาศนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล 

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. จึงได้สำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซจากกลุ่มตัวอย่างของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซทั่วประเทศ เมื่อเมษายน ถึงตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซในปี 2557 พร้อมศึกษาและคาดการณ์มูลค่าในปี 2558



อีคอมเมิร์ซปี58 ทะลุ 2 ล้านล้าน 

"สุรางคณา วายุภาพ" ผู้อำนวยการ สพธอ. กล่าวว่า ในปี 2558 คาดการณ์มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.65% จากปี 2557 ที่มีมูลค่า 2 ล้านล้านบาท มาจากอีคอมเมิร์ซระหว่างธุรกิจด้วยกัน (B2B) 1.2 ล้านล้านบาท, ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) 4.7 แสนล้านบาท และระหว่างธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) 4 แสนล้านบาท โดยการใช้จ่ายอีคอมเมิร์ซของ B2C กับ B2G เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15.2% และ 3.9% ตามลำดับ ยกเว้น B2B ที่ปรับตัวลดลง

"จริง ๆ อีคอมเมิร์ซปีนี้ต้องโตทั้งตลาด เพราะตัวอุปกรณ์ และความครอบคลุมของอินเทอร์เน็ตในไทยค่อนข้างพร้อม แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจภายในยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เศรษฐกิจโลกก็ยังผันผวน ทำให้ความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดน้อยลง เมื่อเทียบกับปี 2557 มูลค่าอีคอมเมิร์ซกลุ่ม B2B ลดลง 0.3% และสัดส่วนของ B2B ยังปรับลดจาก 74.6% เหลือ 71.7% แต่มีอีคอมเมิร์ซกลุ่ม B2C เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 27.6% มาทดแทน ส่วน B2G ยังมีสัดส่วนใกล้กับปีก่อน"

ค้าปลีก 78.36% ไม่มีหน้าร้าน

ทั้งนี้ เมื่อไม่รวมการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ หรืออีออกชั่น "ค้าปลีก และค้าส่ง"คือกลุ่มที่เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 28.7% จากปี 2557 คิดเป็นมูลค่า 3.2 แสนล้านบาท เพราะผู้บริโภคกล้าตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ทั้งยังพบว่ากว่า 78.36% ของผู้ค้าใช้ช่องทางออนไลน์อย่างเดียว ไม่มีหน้าร้าน

ขณะที่ "บริการที่พัก" คือธุรกิจที่มีมูลค่ามากที่สุด ทั้งยังเพิ่มขึ้น 4.6% คิดเป็นมูลค่า 6.5 แสนล้านบาท แต่ "การประกันภัย" คือกลุ่มที่เติบโตลดลงมากที่สุด ราว 28.6% คิดเป็นมูลค่า 1.7 พันล้านบาท กับอุตสาหกรรมการผลิตที่ลดลง 20.5% คิดเป็นมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท เพราะเศรษฐกิจไม่ฟื้นทำให้กลุ่มการผลิตไม่กล้าทำตลาด

ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซ ทำให้ "สพธอ." ยังไม่อาจคาดการณ์มูลค่าอีคอมเมิร์ซปี 2559 ได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าจะต้องเติบโตในอัตราเดียวกับปี 2558 จากปัจจัยเสริมอย่าง บริการ 4G ที่ทำให้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงขึ้น และภาวะเศรษฐกิจที่น่าจะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ

"ผลสำรวจปี 2557 มูลค่าอีคอมเมิร์ซแบบ B2C ของไทยสูงถึง 4.1 แสนล้านบาท ถือเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน สูงกว่ามาเลเซียที่มีมูลค่า 3.4 แสนล้านบาท และสิงคโปร์ที่มี 1.2 แสนล้านบาท แต่ในปี 2558 ยังต้องรอให้ตัวเลขของประเทศอื่น ๆ ออกมาก่อนจึงจะบอกได้ว่ายังเป็นอันดับ 1 หรือไม่ แต่ก็ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่น่าสนใจของบริษัทต่างชาติในการเข้ามาทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ"
จากนี้สพธอ.จึงจะเดินหน้าในการสนับสนุนทั้งข้อมูลและผลักดันการสร้างกลไกรัฐที่เอื้อต่อการค้าขายออนไลน์เช่นการขอให้ภาครัฐปรับลดอัตราภาษีการค้าออนไลน์เพื่อกระตุ้นให้เกิดผู้ประกอบการชาวไทยมากขึ้น

แนะขยายตลาดตปท.หนีแข่งดุ

"ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซระดับท้องถิ่นยังไม่แข็งแรงจึงมีโอกาสที่ทุนจากต่างประเทศจะเข้ามาซื้อกิจการไปทั้งหมดทางสมาคมจึงวางแผนพัฒนาผู้ประกอบการและเตรียมสร้างช่องทางในการทำตลาดในต่างประเทศให้ง่ายขึ้นเนื่องจากตลาดในประเทศเริ่มแข่งขันสูงการขยายไปต่างประเทศจึงเป็นทั้งการขยายตลาดและโอกาสทางธุรกิจทั้งการสร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งในจีนและสิงคโปร์เริ่มใช้กลยุทธ์นี้แล้ว

"จะทำอีคอมเมิร์ซให้สำเร็จ การทำโฆษณาออนไลน์ก็จำเป็น ยอดโฆษณาออนไลน์ในไทยปีนี้แตะ 9.8 พันล้านบาทแล้ว และปีหน้าคงทะลุ 1 หมื่นล้านบาทแน่นอน แต่ครึ่งหนึ่งเป็นเงินที่เราจ่ายให้เมืองนอก เช่น ซื้อโฆษณาบนกูเกิล, เฟซบุ๊ก และไลน์ ดังนั้นเมื่อจ่ายแล้ว ก็ควรไปทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น และดึงบริษัทเหล่านี้มาตั้งที่ประเทศไทยให้เต็มตัวซึ่งก็อยู่ที่มาตรการภาครัฐจะดูแลเรื่องนี้อย่างไร เพราะการค้าออนไลน์ ก็ต้องทำตลาดออนไลน์"

นอกจากนี้ สมาคมจะจัดงาน Thailand Online Mega Sale ในวันที่ 1-3 ธ.ค. เพื่อกระตุ้นให้การจับจ่ายออนไลน์ของผู้บริโภค โดยจะร่วมกับผู้ค้าชั้นนำมาลดราคาพร้อมกันซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 หลังจากได้รับผลตอบรับที่ดีในงานปีแรก

เร่งพัฒนาคนให้ทันเทคโนโลยี

"สรรเสริญ สมัยสุต" หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ กลุ่มบริษัทแอสเซนต์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องบุคลากรที่มีความรู้เรื่องอีคอมเมิร์ซ พบทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังไม่มีความรู้ด้านช่องทางการขาย และการตลาดออนไลน์ ขณะที่อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ก็ขาดคนมารองรับการขยายตัวของธุรกิจ ทำให้ต้องจ้างต่างชาติและมีการซื้อตัวกันอย่างรุนแรงจนเกิดค่าตัวเฟ้อเกินจริง

"พอคนในประเทศมีพื้นความรู้เรื่องอีคอมเมิร์ซค่อนข้างน้อยคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงานก็ต่ำลงและถึงภาครัฐจะสนับสนุนด้านอินฟราสตรักเจอร์เช่นการเปิดประมูล4Gหรือการทำบรอดแบนด์แห่งชาติ ถ้าคนไทยใช้ไม่เป็นก็ไม่เกิดประโยชน์ กลายเป็นคนที่ใช้คือ ทุนต่างชาติที่เข้ามาหาโอกาสธุรกิจในบ้านเรา ดังนั้นรัฐต้องใส่ใจเรื่องความรู้ กับแหล่งทุนเพื่อให้เกิดอีคอมเมิร์ซไทยแท้ นอกจากนี้ยังต้องสนับสนุนให้ไปทำตลาดในต่างประเทศด้วยเพราะถึงโอกาสในไทยยังกว้าง แต่การแข่งขันก็สูงมาก"

"ภวิน แย้มประเสริฐ" ผู้ช่วยผู้อำนวยการบริษัท พันธวณิช จำกัด กล่าวเสริมว่า ในทิศทางของ B2B แม้ปีนี้จะเติบโตลดลงเล็กน้อย แต่ปี 2559 น่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติผ่านการที่ภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ที่สำคัญการเริ่มต้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้เกิดอิสระทางการค้าซึ่งมีทั้งแง่บวก และแง่ลบกับธุรกิจ เพราะถึงจะมีโอกาสค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น แต่ด้วยอีคอมเมิร์ซของประเทศเหล่านั้นก็ค่อนข้างแข็งแกร่ง จึงต้องอาศัยการร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อรักษาอัตราการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจ http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1448516610

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อุตสาหกรรม ลดสัดส่วนผู้หญิง

อุตสาหกรรมความงามลดกระชับสัดส่วนของผู้หญิง - Growth industry ที่มีระดับการเติบโตปีละเกือบ 20% จากการเติบโตจากการผลิตและส่งออกที่ทำให้จีนใช้เวลาเพียง 20 กว่าปีก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจอันดับสองของโลกได้ นโยบายของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาโตจากการบริโภคภายในที่เน้นการบริการมากขึ้น ทำให้เวลานี้คือโอกาสดีของการเติบโตของธุรกิจด้านการบริการ

ตัวเลขผลการวิจัยตลาดจาก Euromonitor พบว่าอุตสาหกรรมบริการด้านความงามในประเทศจีนมีการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยปีละกว่า 16% ตั้งแต่ปี 2005 - 2011 และ Euromonitor ประมาณการเติบโตของอุตสาหกรรมบริการด้านความงามในจีนตั้งแต่ปี 2011 - 2015 ไว้ที่เฉลี่ยปีละ 21.6% นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากในระดับอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ภายในภาคการบริการด้านความงามนั้น ยังมีการเติบโตของธุรกิจลดกระชับสัดส่วน (Body Slimming) ซึ่งสามารถโตได้เฉลี่ยปีละ 17% ภายในช่วงเดียวกัน ปัจจัยเกื้อหนุนของการเติบโตมีดังนี้
1. การเพิ่มขึ้นของรายได้สำหรับประชากรหญิงของจีน ไม่เฉพาะหัวเมืองขนาดใหญ่ที่ถูกจัดเป็นเมืองชั้นที่ 1 เท่านั้น แต่เมืองที่มีขนาดรองลงไปอย่างเมืองชั้น 2, 3 และ 4 ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน และเป็นเมืองเป้าหมายของธุรกิจต่างชาติขนาดใหญ่ในการเข้าไปเปิดตลาด
2. ด้วยความมีระดับทางสังคมที่สูงขึ้น ประชากรหญิงชาวจีนจึงให้ความสนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกมากขึ้น และการใช้บริการโดยศูนย์บริการความงามจึงมากขึ้นตามไปด้วย
3. ความลดลงของความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ยาลดน้ำหนัก ทำให้เริ่มหันมาสนใจใช้บริการกระชับสัดส่วนที่ศูนย์บริการความงามมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับประทานยาเลย
4. มีจำนวนประชากรที่เข้าเกณฑ์น้ำหนักเกินสูงถึง 300 ล้านคนจากประชากร 1,200 ล้านคน ในปี 2012 ประมาณการโตยกระทรวงสาธารณสุขของจีน
ตลาดความงามของจีนมีการแข่งขันสูงและมีผู้เล่นกระจัดกระจายหลายราย สำหรับผู้เล่นที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นผู้เล่นจีนที่เน้นจับตลาด mass และราคาถูก ในขณะที่ผู้บริโภคที่เริ่มมีรายได้สูงขึ้นจะหันมาใช้บริการร้านที่มีราคาสูงกว่า มีแบรนด์ชัดเจน และมีงบการตลาดสูงพอที่จะจ้างดารามาสนับสนุนบริการ ซึ่งจะได้ความน่าเชื่อถือสูงกว่า...แอบเหมือนที่ไทยมากเลยนะครับ
ส่วนใหญ่แล้วแบรนด์ที่มีราคาระดับพรีเมียมขึ้นไปจะเป็นผู้เล่นต่างประเทศที่เข้าไปเปิดตลาด โดยเฉพาะผู้เล่นที่มาจากฮ่องกงและเกาหลี ซึ่งกระแสความนิยมของเกาหลีในเมืองจีนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆจากรายงานหนึ่งของ Euromonitor ในเดือนพฤษภาคมปี 2015 ที่เรียกว่า "Korean Wave”
แต่กระแสนิยมเกาหลีน่าจะกระทบกับสินค้า personal care เช่น ครีมบำรุงผิว มากกว่าตลาดบริการกระชับสัดส่วนซึ่งมีผู้เล่นในฮ่องกงเข้าไปบุกตลาดจีนเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว
ผู้เล่นแบรนด์ดังระดับนานาชาติอย่าง L'OREAL (OR) ก็ได้รับประโยชน์และเติบโตไปกับอุตสาหกรรมนี้ได้ไม่น้อยทีเดียว แต่ต้องเจอกับการแข่งขันกับผู้เล่นจีนที่แข่งแกร่งและเข้าใจความต้องการของชาวจีนมากกว่าอย่าง Shanghai Jahwa United (600315: SHA) โดยเฉพาะลูกค้าในเมืองชั้น 2, 3 และ 4 ที่ยังเป็นโอกาสของผู้เล่นจีนอย่างมากมาย
กลยุทธ์ของ L'oreal เพื่อสู้กับผู้เล่นจีนก็คือ เข้าซื้อกิจการของผู้นำในตลาดจีนนั่นเอง เหมือนที่บริษัทได้เข้าซื้อผู้นำในตลาดบำรุงผิวหน้าของจีนรายหนึ่งชื่อ Magic Holdings International ในปี 2013 ...อย่างไรก็ตาม ภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นแบบนี้ก็อาจทำให้ผู้นำตลาดของจีนเล่นแผนซื้อและควบรวมกิจการได้เหมือนกันนะครับ
สำหรับตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อความงามนั้น นอกจากจะมีผู้เล่นจีนที่กระจัดกระจายอยู่แล้ว ตลาดก็ยังเป็นที่หมายตาของผู้เล่นระดับโลกอย่าง Procter & Gamble (PG:US) และ Unilever (ULVR:LN) อีกด้วย
สำหรับช่องทางการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นในกลุ่มนี้ของตลาดจีน อเมริกา หรือ อังกฤษ นักลงทุนไทยสามารถลงทุนได้ผ่านทางบัญชี global trading กับธนาคารพาณิชย์หรือโบรกเกอร์ชั้นนำของเมืองไทยครับ เรื่องของความสวยความงาม รวมกับรายได้ของประชากรขนาดมหาศาลแบบนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในสุดยอดโอกาสการลงทุนในธุรกิจเติบโตสูงของแดนมังกรนะครับ
ขอบคุณบทความดีดีจาก Stcok2morrow ครับ http://www.stock2morrow.com/article-detail.php?id=426

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทำให้ดี ทำให้ไว ถ้าทำได้ ลูกค้าวางใจ!!!

มาดูกันว่าเราจะดำเนินการให้ลูกค้าไว้วางใจได้อย่างไร ด้วย 5 แนวทางที่ผมลองรวบรวมมาฝากคุณๆกันในค่ำคืนนี้ โดยผมเลือกไอเดียต่างๆมาจากการแตกตัวอักษร จากคำว่า "TRUST" ที่แปลว่าไว้วางใจนั่นเอง

เอาหละครับเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ได้เวลามาเริ่มดูว่า ต้องทำอะไรกันบ้าง เพื่อทำให้ลูกค้าสนิทใจกับธุรกิจของคุณได้



ตัวอักษรแรก ตัว T หรือคำว่า Time "คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสีช่องสาม" วลีที่เป็นสโลแกนของโทรทัศน์ช่องดัง ทุกวินาที ทุกนาที ทุกชั่วโมง หรือทุกวันของลูกค้ามีความสำคัญเสมอ บางครั้งสัญญาว่าจะจัดการปัญหาให้ลูกค้าเสร็จภายในกี่วัน หรือนานกี่ชั่วโมงจะแก้ไขให้ ก็ต้องทำให้ได้ตามช่วงเวลาที่ได้แจ้งไว้ อย่าลืม!!! ว่าในมุมของลูกค้า ถ้าตัวลูกค้าเดือดเนื้อร้อนใจอยู่ ทุกเวลาที่เดินผ่านไปมีความสำคัญเสมอ ฉะนั้นอย่าไปเวลาลอยนวลนะครับ

ตัวต่อมา คือ R ซึ่งผมคิดว่าเป็นคำว่า Reason เหตุผลเป็นสิ่งที่ต้องใช้ในการตัดสินใจหลายๆอย่าง หรือแม้แต่การดูแลบริการลูกค้า เหตุผลยังคงเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณไม่ควรมองเลยผ่านไป บางครั้งในสถานการณ์จริง อาจจะมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง บางทีอารมณ์ลูกค้าคุณคงไปจัดการโดยตรงไม่ได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราเอาเหตุผลหรือหลักการตามกติกามารยาท ลองคุยกับลูกค้าดู ผมเชื่อว่าทุกๆอย่างก็น่าจะเบาลง หาทางออกกันได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังคือ การทำอะไรพิเศษให้ลูกค้าบางคนเป็นกรณีพิเศษไป ที่อยู่นอกเหนือเหตุและผล พอเกิดเรื่องขึ้นแบบนี้ ผมว่าเหตุผลอาจจะเอาไม่อยู่แว้ว ต้องเตือนกันไว้ก่อนนะเด้อ

มาถึงไอเดียที่สาม ครึ่งทางแล้ว คือ U หรือ Understanding ความเข้าใจลูกค้าว่าลูกค้ามีความต้องการอะไรบ้าง นอกจากแค่เข้าใจเรื่องความต้องการแล้ว อาจจะต้องเข้าใจตั้งแต่กระบวนการเข้ามาเจอเรา ว่าลูกค้าเริ่มต้นจากตรงไหน จุดประสงค์คืออะไร อะไรที่เป็นสิ่งที่ลูกค้าตัดสินใจ ในมุมของลูกค้าคงต้องการคนเข้าใจเขา ประมาณเอาใจเขา มาใส่ใจเรา ถ้าเรากระโดดเข้าไปนั่งในใจลูกค้าได้ คุยกันเหมือนเพื่อนด้วยภาษาแนวเดียวกันได้ แบบนี้คุณจะคุยกับลูกค้าได้เป๊ะเว่อร์

อ่านมาถึงตรงนี้มาถึงไอเดียเกือบสุดท้ายแล้ว อย่าเพิ่งเหนื่อยกันไปก่อนนะครับ...

ตัวอักษรที่ 4 คือ S = Stability เมื่อเริ่มทำอะไรแล้ว ทุกอย่างเหมือนเริ่มวิ่ง หลังจากกรรมการปล่อยตัวจากจุด Start แล้ว นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าจดจำได้แล้วเช่นกัน ฉะนั้นไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วตีจากหายไป แบบนี้ไม่คงเส้นคงวา ลูกค้างงแล้วอาจไม่ปลื้มตามมาได้ วันนี้มาตราฐานการดูแลต่างไปจากเดิม ถ้าเปลี่ยนแล้วดีขึ้นเรื่อยๆ อันนี้พอไปต่อกันได้ แต่ถ้าตีลังกากลับด้านกัน ยิ่งทำยิ่งดิ่งลงต่อไป งานนี้ลูกค้าอาจเบือนหน้าสะบัดบ็อบจากไปได้นะครับ ดังนั้นวางรูปแบบการจัดการให้เป้นแนวทางมาตราฐานให้ได้มากที่สุดครับ

สุดท้ายท้ายสุด คือ T ที่ย่อมาจาก Take me home ไอเดียสุดท้ายนี้ คหสต. ผมชอบมาก เพราะเราทำให้ลูกค้าไว้ใจได้แล้ว ถ้าลูกค้าเอาความไว้วางใจนี้ติดตัวติดใจกลับบ้านไปด้วย คุณคิดว่าจะดีขนาดไหน ประมาณว่าห่อกลับบ้านแล้วเอาไปกินอิ่มยิ้มปริมต่อได้ ผมว่ามันจะสุดยอดมาก ลองคิดภาพตามนะครับ ลูกค้าวางใจจนพาเรื่องดีดีของเรากลับไปบ้านด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นผมว่าลูกค้าคงไม่เก็บเรื่องดีดีไว้เท่านี้แน่ๆ การบอกต่อเรื่องดีดีของเราถูกส่งต่อได้ โดยไม่ต้องเสียสตางค์สักนิดเลยนะครับ วิธีนี้ดีสุดๆ แต่ในทางกลับกัน ลูกค้าถ้าไม่ปลื้ม แล้วเอาเรื่องไม่ค่อยดีกลับไป ก็ถูกนำไปเป่าประกาศแบบไม่เสียเงินเลยสักหน่อยเช่นเดียวกัน

ผ่านไปแล้วสำหรับ 5 ไอเดียที่ผมนำมาบอกต่อๆกัน อาจจะมีวิธีอื่นๆ เพิ่มเติมที่ทำให้ลูกค้าวางใจได้อีก ชาวเพจการตลาด3ช่ามีอะไรแนะนำ หรือมีประสบการณ์แนวไหนมาแบ่งปันกันได้นะครับ จะได้ให้เพื่อนๆที่กำลังบริหารจัดการเรื่องนี้อยู่ ได้ไอเดียใหม่ไปลองใช้กันดูเช่นกันครับ ^_^

ขอบคุณรูปประกอบจาก Google นะครับ #marketingchachacha #การตลาด3ช่า

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

CONTENT ต้องพอดีคำ เพราะเวลามีจำกัด

โลกโซเชียลทุกวันนี้มีอะไรให้เราเข้าไปดูมากมาย จึงไม่แปลกที่คนเราดูจะจดจ่อ เรื่องหนึ่งๆน้อยลง โดยบทความจาก Marketo วิเคราะห์ว่า ในปี 2015 เวลาในการรับชม Content อะไรก็ตาม อยู่ที่ 8.25 วินาที เท่านั้น !!! ลดลงจากปี 2012 ที่อยู่ที่ 12 วินาที และส่วนใหญ่ก็เล่นโซเชียลผ่านสมาร์ทโฟนด้วย ดังนั้นเลื่อนปรื้ดๆ กันเลยทีเดียว
จากข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุให้คอนเทนท์สมัยใหม่ จำเป็นต้องมีคอนเทนท์ที่กระชับจัดให้ผู้อ่านด้วย เรามาดูกันว่า องค์ประกอบที่จะทำให้ 8.25 วินาทีนี้มีค่า มีอะไรบ้าง
Bite-Size-Content---CONTENT
พาดหัวต้องดึงดูดการพาดหัวนั้นถือเป็นศาสตร์ขนานหนึ่ง เพราะนอกจากจะต้องทำให้ดึงดูดผู้อ่านแล้ว ยังต้องกระชับอีกด้วย เราจึงอาจจะเห็นการพาดหัวทั้งในไทย และต่างประเทศ ใช้วิธีการพาดหัวแบบเรียกลูกค้า ซึ่งถึงแม้จะทำให้คนกดเข้าไปอ่าน แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมักไม่ดีตามมา ดังนั้นพาดหัวที่ดี ต้องสั้น ดึงดูด และครอบคลุมเนื้อข่าว
Text ต้องกระชับที่สุดตัวเนื้อหาข้างในก็ต้องกระชับ และไม่วกไปวนมา ถ้าจำเป็นต้องใส่ข้อความเยอะ ก็ควรมีสรุปเน้นไว้ให้ด้วย ผู้บริโภคที่เร่งรีบ จะได้ Scan และ รับข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว
Infographic ช่วยได้ถ้าข้อความจำเป็นต้องเยอะ ก็ต้องหาภาพ และ Infographics เข้ามาช่วย เพราะนอกจากจะอ่านง่ายแล้ว ยังทำให้คอนเทนท์น่าสนใจ ดึงดูดให้คนเข้ามาอ่านได้
คลิปน่าสนใจ ไม่อยากปิดการทำคลิปทำให้คนอยากดู แต่ถ้าเปิดคลิปมาแล้วไม่น่าสนใจ ก็พร้อมปิดได้เหมือนกัน ทุกวันนี้งานโฆษณาจึงต้องผลิต และสรรหาคลิปสนุกๆ ดูแล้วไม่น่าเบื่อมาให้ผู้ชม เพราะปัจจุบันเมื่อผู้ชมรู้ว่าเป็นโฆษณาก็เตรียมกดปิดแล้ว ถ้าเป็นโฆษณาที่ไม่ดีก็ยิ่งเสียเวลาใหญ่
ขอบคุณข้อมูลจาก Marketeer (http://marketeer.co.th/2015/10/bite-size-conte/)

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทำไมลูกค้าถึงซื้อล่ะครับ???

วันนี้เอาข้อมูลดีดีมาฝากเกี่ยวกับ "ทำไมลูกค้าถึงซื้อล่ะครับ" มาดู 8 ประเด็นที่อาจดูสั้นๆ ที่มีความหมายย๊าวยาวกันครับ

1) ปัจจัยหลักที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ คือ "คุณภาพของผลิตภัณฑ์คุณ" คิดเป็น 56% ครับ เรื่องคุณภาพยังมาเป็นที่หนึ่งนะครับ อย่ามองข้ามไปโดยเด็ดขาด
2) การเปรียบเทียบราคาสินค้าของห้างสรรพสินค้าคู่แข่งเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อของในห้างของคุณได้ถึง 80%
3) เวลาจะซื้อสินค้าที่มีมูลค่ามากๆ หรือราคาสูงๆ นักช้อปที่แอบเล็งของไว้ในใจ กลุ่มนี้จะแอบไปเช็คราคา หรือดูสินค้าจากห้างสรรพสินค้าก่อน แล้วคดีพลิกหันมาแอบซื้อบนออนไลน์ถึง 62%
4) สินค้าแนวเทคโนโลยี ถ้าอยากให้คนซื้อสินค้า ควรจะทำวิดีโอแนะนำไว้นะครับ เพราะคนดู 9 ใน 10 คน บอกว่าถ้าได้ดูแล้วอาจจะจ่ายเงินให้คุณได้
5) 54% ของเหล่านักช้อปเป็นเจ้าของ smartphone และ 76% ของเจ้าของ smartphone กลุ่มก่อนหน้าเมื่อกี้ก็ใช้มือถือในการช้อปปิ้งครับ
6) รู้หรือเปล่าว่าการโพสข้อความของเพื่อนเรามีผลต่อการซื้อโดยตรงของคุณ 81% นะครับ
7) ต่อจากข้อเมื่อสักครู่นี้ การโพสของเพื่อนคุณเกี่ยวกับเหล่าโปรโมชั่นของยี่ห้อต่างๆ มีผลทำให้คุณตอบสนองถึง 30% เลยทีเดียว
8) การทำเนื้อหาพร้อมรูปภาพ สามารถสร้างความผูกพันธ์กับแบรนด์ของคุณได้ 44% ตามมาด้วยการทำเนื้อหาพร้อมวีดีโอ สร้างได้ 40% ครับ
ขอบคุณที่มาจาก http://blog.hubspot.com/marketing/why-people-buy-factors-influence-purchase-descision และรูปภาพจาก Google 

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

"แค่วิธีเลี้ยงปลาจานแดงบอกมุมการตลาดได้"

เมื่อเช้าที่ผ่านมาผมได้ดูรายการ Begin Japanology (ตอนรีรัน) ของทาง Voice TV เกี่ยวกับเรื่องของปลาจานแดง หลายคนคงสงสัยว่าปลาจานแดงเป็นยังไง (ลองดูตามรูปได้เลย) ปลาชนิดนี้เป็นปลาแห่งความโชคดี ที่เป็นมงคลของและมีความสำคัญกับวัฒนธรรมและอาหารญี่ปุ่นมากมายครับ แต่ผมไม่ได้เชิญชวนไปเที่ยวญี่ปุ่น หรือไปหาปลาจานแดงกินกันยามเช้าวันนี้นะครับ ใจเย็นๆกันก่อนนะคร้าบ

มาลองอ่านบทสัมภาษณ์ของชาวประมงท่านหนึ่งเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาจานแดงกัน "ผมเลี้ยงปลาจานแดงในทะเลโดยแยกเป็นกระชังต่างๆตามขนาด ตัวไหนโตขึ้นก็ย้ายไปกระชังอีกอันหนึ่ง ส่วนอาหารก็แบ่งเป็น 8 แบบ ตามขนาดและปริมาณของอาหารที่เหมาะกับปลานจานแดงตัวนั้นๆ"

การแบ่งอาหารปลาของชาวประมงคนนี้ ถ้าดูผ่านๆก็เป็นแบบเดียวกัน แต่ต่างแค่ขนาด 8 แบบที่เหมาะกับการเลี้ยงดูปลาจานแดงในกระชังนั้นๆ



ให้เปรียบแบบการตลาดก็คือ การดูแลลูกค้า หรือการติดต่อสื่อสารตามกลุ่มลุกค้าตามที่ลูกค้าสนใจ บางทีการดูแลลูกค้าแบบเดียวกันทั้งทุกกลุ่มเลย อาจได้ความมาตราฐานที่คุณควบคุมได้ทั้งหมด ซึ่งสิ่งนี้ดีแล้วครับ แต่ลองหันมามองต่อยอดกัน โดยทำเลือกกับบางกลุ่มที่คุณสนใจเป็นพิเศษก็ได้ครับ เพราะลูกค้าอาจจะได้รับการบริการที่ตรงใจใช่เลยเพิ่มขึ้น หรือเหมาะกับพฤติกรรมกับกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น เสมือนว่าเรารู้ใจกลุ่มเป้าหมาย

ถ้าคุณอยากจะคอนโดสักแห่งกับกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ พนักงานออฟฟิต กับกลุ่มครอบครัว ข้อความที่อยากจะสื่อสาร หรือรูปภาพต่างๆ คงใช้ข้อความเดียวกันน่าจะตอบโจทย์ได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้ากลับมุมลองแบ่งข้อความที่จะสื่อกับพนักงานออฟฟิต เช่น "คุณเบื่อปัญหารถติดหรือเปล่า?" แต่ถ้าเป็นกลุ่มครอบครัว อาจจะเขียนเป็น "ครอบครัวอยู่กับอย่างมีความสุขกับบ้านแห่งความสุขของทุกคน" อันนี้ผมลองยกเป็นตัวอย่างให้

คราวนี้ถึงหน้าที่คุณๆแล้วครับ ว่าคุณได้แบ่งกลุ่มเป้าหมายไว้แล้ว ลองแตกแขนงแบ่งออกมาเพิ่ม มาเจาะเกราะติดดูว่ากลุ่มเป้าหมายนี้ชอบอะไร มีงานอดิเรกยังไง หรือเรื่องที่กลุ่มนี้กำลังสนใจอยู่

เล็กๆน้อยๆในมุมที่เปลี่ยนไป อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิดรอยยิ้ม หรือประทับใจมากขึ้น แล้วแปรเปลี่ยนเป็นลูกค้าของคุณได้นะครับ

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจากรายการ Begin Japanology ช่อง Voice TV ครับ